posttoday
ชี้ช่องบุกกัมพูชา ชิงโอกาสธุรกิจท่องเที่ยว

ชี้ช่องบุกกัมพูชา ชิงโอกาสธุรกิจท่องเที่ยว

02 มิถุนายน 2558

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้  คืออีกหนึ่งโอกาสทองให้ผู้ที่มีศักยภาพสยายปีกธุรกิจไปยังชาติอาเซียนได้ไหลลื่นขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว ที่คนไทยมีทักษะด้านการบริการเหนือชั้นกว่าคู่แข่งในอาเซียน ขณะที่ประเทศที่มีความสดใหม่ด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างกัมพูชา พร้อมเปิดกว้างให้การลงทุนทุกกลุ่ม คนไทยจึงเนื้อหอมเป็นที่หมายปองของกัมพูชาให้เข้าไปลงทุนในอันดับต้นๆ ของชาติอาเซียน

มิ่งขวัญ เมธเมาลี อุปนายกด้านการตลาด สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เล่าว่า สมาคมได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือร่วมกับเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชา และเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวประเทศกัมพูชา เชิญชวนผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยขยายการลงทุนในกัมพูชา

"เลขาฯ รมว.ท่องเที่ยวกัมพูชาชื่นชอบคนไทย เพราะมีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมกว่า 400 แห่ง เป็นธุรกิจชาวจีนราว 70% เป็นของคนไทย 20-30% เช่น เซ็นทารา บริษัท ไทยนครพัฒนา  ส่วนของร้านอาหารไทยมีประมาณ 400 แห่ง ประสบความสำเร็จประมาณ 200 แห่ง ส่วนใหญ่ต้องใช้ความอดทนในการบุกเบิกช่วงต้น" มิ่งขวัญ อธิบาย

สำหรับการส่งเสริมการลงทุน กัมพูชามีคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาแห่งกัมพูชา (CDC) ซึ่งมีหน้าที่เหมือนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของไทย กัมพูชาเปิดกว้างการลงทุนให้ต่างชาติอย่างเต็มที่ เช่น หากต่างชาติขอสัญชาติกัมพูชา จะได้รับสิทธิพิเศษเหมือนกับชาวกัมพูชา ยกเว้นการถือครองที่ดินที่ถือสูงสุดได้ 49% ส่วนในธุรกิจท่องเที่ยวให้สิทธิลงทุนโรงแรมได้ 100% บริษัททัวร์ถือหุ้นได้ 70% เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย เป็นต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาสูงสุดตามลำดับ

ขณะเดียวกัน การเปิดเสรีอาเซียนจะทำให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนยิ่งขึ้น โดยทูตไทยประจำกัมพูชาแนะนำว่า ช่วงแรกผู้ที่จะเข้าไปลงทุนควรร่วมมือกับคนท้องถิ่นที่เป็นกลุ่มคนรวย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจตลาดและธุรกิจอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ โอกาสทางธุรกิจท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มการเติบโตสูง วัดได้จากรัฐบาลกัมพูชาตั้งเป้ายอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ากัมพูชาปีนี้ 6 ล้านคน ซึ่งในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ากัมพูชาแล้วถึง  5.5 ล้านคน สะท้อนว่ามีการเติบโตสูงมาก

แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้ความสนใจ คือ ชาวกัมพูชาเป็นพวกชาตินิยม การเจรจาต่อรองทางธุรกิจต้องสร้างความรู้สึกให้คู่ค้าอยู่เหนือกว่า แต่ไม่สามารถนำแบรนด์สินค้าไทยไปสร้างชื่อเสียงในตลาดนี้ได้ เพราะรัฐบาลกำหนดให้ต่างชาติใช้ชื่อที่เกี่ยวกับประเทศหรือท้องถิ่นของกัมพูชานำหน้าแบรนด์ ซึ่งอาจทำให้สินค้าหรือบริการของไทยถูกกลืนไปได้ เช่น ธารา เจ้าพระยา เรสเตอรองต์ เปลี่ยนเป็น โตนเล เรสเตอรองต์

"สมาคมได้แนะนำให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงการลงทุนธุรกิจสปา นวด เพราะเกรงว่าจะถูกใช้ชื่อกัมพูชาแทนแบรนด์ไทย ส่วนธุรกิจที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด คือ การรับบริหารโรงแรม รวมถึงสถาบันการฝึกอบรมบุคลากรที่จะเข้าสู่วงการท่องเที่ยว ซึ่งจุดนี้ทำให้คนไทยต้องกลับมาเร่งพัฒนาบุคลากรของเราให้สามารถส่งออกไปอาเซียนได้ด้วย" มิ่งขวัญ กล่าว

นอกจากนี้ การส่งสัญญาณด้านนโยบายนั้น  ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ประกาศว่าจะเป็นผู้นำต่อไปอีก 20 ปี เป็นการแสดงให้นักลงทุนเห็นว่านโยบายภาครัฐจะไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงด้านการลงทุนเหมือนประเทศไทย รวมถึงได้ประกาศเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านการท่องเที่ยว โดยชูจุดแข็งที่กัมพูชาเป็นศูนย์กลางกลุ่มอินโดจีน

จากการประกาศดังกล่าว มิ่งขวัญ เชื่อว่าการพัฒนาในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะทำให้กัมพูชาเติบโตอย่างก้าวกระโดด และอาจไล่ทันประเทศไทยได้ หากไทยยังไม่มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านท่องเที่ยวที่ชัดเจนว่าต้องการเดินหน้าไปในทิศทางใด และการเมืองไม่มีเสถียรภาพ การท่องเที่ยวไทยอาจต้องเจอกับคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคต

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ