
TRUBBเทิร์นอะราวน์มีกำไร
ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ฯ ฟื้นแรง ราคายางทะยาน แย้มปีนี้กำไรครั้งแรกใน 4 ปี จ่ายปันผล
ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ฯ ฟื้นแรง ราคายางทะยาน แย้มปีนี้กำไรครั้งแรกใน 4 ปี จ่ายปันผล
หุ้นบริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) หรือ TRUBB ร้อนแรง 2 วันติดต่อกัน มูลค่าการซื้อขายแน่น โดยเฉพาะวันที่ 29 พ.ค. มากกว่า 210 ล้านบาท ขณะที่ราคาขึ้นไปถึง 1.98 บาท ก่อนเจอแรงขายช่วงบ่ายมาปิดที่ 1.83 บาท ลดลง 0.02 บาท
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) หรือ TRUBB เปิดเผยว่า ราคายางกระเตื้องขึ้นมาที่ระดับกิโลกรัมละ 60 บาท และคาดว่าเฉลี่ยในปี 2558 มีโอกาสขึ้นที่ระดับประมาณ 70 บาท เนื่องจากผลผลิตยางในตลาดขาดแคลนแม้ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. จะเข้าสู่ฤดูกรีดยางของประเทศไทยกลับมีผลผลิตออกมาน้อย
สาเหตุที่ผลผลิตต่ำ เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานรับจ้างกรีดยางพาราเพราะให้ค่าจ้างต่ำไม่จูงใจให้มากรีดยางเข้ามาทำงานจึงไปทำอาชีพอื่นที่มีรายได้สูงกว่า อีกทั้งยังประสบปัญหาฝนตก และยังมีความกังวลที่รัฐบาลมีนโยบายจะตัดโค่นต้นยางลงเพื่อลดปริมาณผลผลิต
นอกจากนี้ มีปัจจัยบวกจากต่างประเทศทั้งประเทศจีนที่ขาดแรงงานกรีดยางเช่นเดียวกับประเทศไทย รวมถึงมีแรงเก็งกำไรเข้ามาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ประกอบค่าเงินเยนที่กำลังอ่อนค่าส่งผลบวกให้ราคาซื้อขายยางพาราในตลาดล่วงหน้าที่ญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง
ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการยางพาราทั้งกลางน้ำและปลายน้ำต่างสต๊อกสินค้าไว้ในอัตราที่ต่ำในช่วงราคายางพาราขาลง ส่งผลให้ขณะนี้มีสินค้าในสต๊อกที่ต่ำ แต่เมื่อราคายางพาราเริ่มปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการ รวมถึงบริษัทเริ่มหันกลับมาเร่งตุนสต๊อกมากขึ้นเพราะกังวลว่าราคามีโอกาสจะปรับขึ้นไปได้อีก รวมทั้งมีสัญญาล่วงหน้าที่จำเป็นต้องเตรียมส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า
“ผมประเมินว่าสถานการณ์ราคายางแผ่นได้ผ่านจุดต่ำไป แล้วในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 40 บาท/กิโลกรัม” นายวรเทพ กล่าว
สำหรับในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิหลังจากขาดทุนต่อเนื่องในช่วง 3 ปีก่อนหน้า (2555-2557) เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุน ทั้งจากความต้องการใช้ยางพาราและราคาที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยางพาราข้น ซึ่งเป็นการผลิตหลักของบริษัทที่มีโอกาสปรับเพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องราคายางพาราแผ่น และมีโอกาสที่บริษัทจะกลับมาจ่ายเงินปันผลหลังจากงดจ่ายในช่วงที่ผ่านมาที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน
ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายปริมาณขายผลิตภัณฑ์น้ำยางพาราข้น ซึ่งมีสัดส่วนเกินกว่า 50% ของยอดขายรวมจะเติบโตในระดับไม่น้อยกว่า 10% จากปี 2557 ที่มียอดขายที่ประมาณ 1.50-2 แสนตัน ส่งผลอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงงานในปี 2558 จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 75% จากปี 2557 ที่ประมาณ 65% ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของบริษัททั้งเส้น และอุปกรณ์เครื่องนอนยังสามารถเติบโตได้ดี
“ราคายางพาราที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจของบริษัทช่วยให้ขายสินค้าได้ง่ายขึ้น จากซัพพลายในตลาดที่ขาดแคลน ผู้ประกอบการกลัวว่าราคาจะขึ้นไปต่ออีกจึงเริ่มเห็นการแย่งกว้านซื้อยางพาราในตลาด ส่งผลให้ทั้งราคาและปริมาณของบริษัทปีนี้จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะเป็นเป็นปัจจัยช่วยเพิ่มความสามารถส่งออกให้แข่งขันได้ดีขึ้น ปีนี้คาดสัดส่วนการขายในและต่างประเทศจะใกล้เคียงกันที่ 50% ทั้งหมดช่วยหนุนให้ผลประกอบการในปี 2558 จะเทิร์นอะราวน์กลับมามีกำไร” นายวรเทพ กล่าว







