
สศอ.เจาะส่งออกตลาดเพื่อนบ้านเชื่อโตได้10%
สศอ.ระบุครึ่งปีหลังเอกชนเดินเครื่องลงทุน แนะเอกชนเจาะส่งออกตลาด CLMV โตได้ 10% ทดแทนตลาดหลัก
สศอ.ระบุครึ่งปีหลังเอกชนเดินเครื่องลงทุน แนะเอกชนเจาะส่งออกตลาด CLMV โตได้ 10% ทดแทนตลาดหลัก
นายอิทธิชัย ยศศรี ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจนับจากนี้น่าจะขับเคลื่อนได้มากขึ้นจากการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนของผู้ประกอบการที่ขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) และยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่อนุมัติโครงการไปก่อนหน้านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากภาคเอกชนที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุน และมีความเชื่อมั่นมากขึ้นจะลงทุนและก่อสร้างตามแผนธุรกิจที่วางไว้
ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 จะมีแรงส่งจากปัจจัยในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากปัจจัยนอกประเทศไม่ดี การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยไปยังต่างประเทศติดลบทั้งภูมิภาค ยกเว้นสหรัฐอเมริกา และโดยเฉพาะตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) ที่มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นบวกต่อเนื่อง ซึ่งเท่าที่ติดตามตัวเลขพบว่าไทยมีสัดส่วนส่งออกสินค้าไป CLMV สูงถึง 8% คิดเป็นมูลค่าเดือนละประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือปีละ 1.2-1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงตลาดส่งออกหลักขนาดใหญ่ของไทย เช่น สหรัฐ ยุโรป และจีน เป็นต้น
"นี่คือ กุญแจดอกสุดท้าย เดิมทีสหรัฐมีปัญหา ก็บอกมาสหภาพยุโรป (อียู) พออียูมีปัญหา ก็หันมาพึ่งการส่งออกไปจีน จีนเริ่มมีปัญหา เราก็หันมาส่งออกไปอาเซียน แต่อาเซียนก็ติดลบแล้ว จึงเหลือ CLMV เป็นกุญแจดอกสุดท้าย แต่เป็นดอกสุดท้ายที่เป็นกุญแจดอกใหญ่ จากในอดีตที่เราไม่เคยสนใจตลาดนี้เลย โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ไทยจะสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV สูงขึ้นได้ถึง 10% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จนเชื่อว่าจะสามารถทดแทนการส่งออกไปยังตลาดอื่นที่ติดลบอยู่ได้"นายอิทธิชัย กล่าว
นายอิทธิชัย กล่าวอีกว่า ในช่วงนี้กลุ่มประเทศ CLMV กำลังอยู่ในช่วงสร้างประเทศ จึงมีความต้องการสินค้าทุน สินค้าอุปโภคบริโภค และการลงทุนก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าไทยยังเป็นที่ยอมรับในเรื่องของคุณภาพ ทำให้ได้รับความไว้วางใจและเป็นที่นิยมค่อนข้างมาก ประกอบกับไทยมีความได้เปรียบที่มีชายแดนติดต่อกัน สามารถขนส่งสินค้าได้สะดวกช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้อยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญการค้าในตลาด CLMV เห็นได้จากการเร่งรัดผลักดันนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างชัดเจน
ด้าน นายมงคล พฤกษ์วัฒนา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตลอดช่วงเวลา 5 เดือนที่ผ่านมาการอนุมัติการขยายและใบอนุญาตตั้งโรงงาน หรือ รง.4 ทั้งสิ้นกว่า 2,013 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 197,133.01 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการลงทุนหลังจากนี้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งเชื่อมั่นว่าหลังจากนี้จะมีการลงทุนเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน.







