
ลงทุนสายส่งไฟรับซื้อพลังงานทดแทน
เร่งพัฒนาสายส่งรับมือผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 19,634 เมกะวัตต์ จ่อนำสมาร์ทกริดมาใช้
เร่งพัฒนาสายส่งรับมือผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 19,634 เมกะวัตต์ จ่อนำสมาร์ทกริดมาใช้
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ปี 2558-2579 ได้ให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้า 19,634 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 เป็นการผลิตจากขยะ 500 เมกะวัตต์ ชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) 600 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ (พืช) 680 เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ แสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) 6,000 เมกะวัตต์ พลังลม 3,002 เมกะวัตต์ และพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจะต้องเตรียมพร้อมในการลงทุนระบบสายส่ง เพื่อให้การจัดสรรไฟฟ้าที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้กำหนดแผนงานที่จะนำระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ทกริด มาใช้รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น กรณีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นฝ่ายผลิตไฟฟ้าได้เอง เมื่อผลิตไฟฟ้าได้เกินจากการใช้งาน ก็สามารถขายไฟฟ้าที่เหลือเข้าระบบสายส่งได้ ขณะนี้ได้นำร่องแล้วที่ จ.แม่ฮ่องสอน
นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ได้เตรียมพร้อมขยายระบบสายส่งไฟฟ้ารองรับแผนพีดีพีใหม่ในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันระบบสายส่งไฟฟ้าบางพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นในพื้นที่ได้
ทั้งนี้ โครงการที่จะลงทุน คือ 1.โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าภาคตะวันออก 2. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในภาคตะวันตกและภาคใต้ 3.โครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าระดับแรงดัน 500 เควี และ 230 เควี ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านภาคกลางมายัง กทม. และ 4.โครงการระบบสายส่งไฟฟ้า 500 เควี และ 230 เควี เพื่อส่งพลังไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะไปยัง จ.ลำพูน และเชียงใหม่







