
หวั่นต่างชาติแย่งตลาดชายแดน
เอกชนหวั่นบริษัทข้ามชาติแห่ตั้งโรงงานผลิตสินค้าแย่งตลาดสินค้าไทยแนวชายแดน
เอกชนหวั่นบริษัทข้ามชาติแห่ตั้งโรงงานผลิตสินค้าแย่งตลาดสินค้าไทยแนวชายแดน
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การค้าชายแดนและข้ามแดนเริ่มมีสัญญาณไม่ดี และอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย เนื่องจากบริษัทข้ามชาติระดับโลกทยอยมาตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม เพื่อรองรับกำลังซื้อที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน และรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ดังนั้นหากผู้ประกอบการไทยไม่มีการปรับนวัตกรรมและผลิตสินค้าใหม่ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคประเทศเพื่อนบ้านได้ ในอนาคตจะถูกแย่งส่วนแบ่งในตลาดชายแดนแน่นอน
“ตอนนี้รัฐบาลฝากความหวังไว้กับการค้าชายแดนและข้ามแดนอย่างมาก และที่สำคัญสินค้าไทยเป็นที่นิยมในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีคุณภาพและราคาไม่แพง แต่หากภาครัฐและเอกชนไม่มีการวางแผนรับมือกับการเข้ามาของโรงงานต่างชาติและสินค้าของจีนมาตีตลาดตามชายแดนเชื่อว่าสินค้าไทยคงเหนื่อยแน่นอน”นายนพพร กล่าว
สำหรับสถานการณ์ส่งออกสินค้าชายแดนและข้ามแดนในเดือน เม.ย. 2558 มีมูลค่า 5.01 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.18% ขณะที่ยอดส่งออกรวม 4 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.- เม.ย.) มีมูลค่า 2.12 แสนล้านบาท ลดลง 1.98% ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายเช่นกัน ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎระเบียบด้านศุลกากรให้เอื้อต่อการขนส่งสินค้ามากขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพิจารณารายละเอียดของตัวเลขส่งออกอย่างถี่ถ้วน เพื่อจะได้รู้ว่า สินค้ากลุ่มใดมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นหรือลดลง และเกิดจากสาเหตุใด มีสินค้ากลุ่มไหนที่ควรส่งเสริมเพิ่มขึ้นบ้าง เพื่อที่จะสามารถวางกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นส่งออก และทำให้การส่งออกของไทยกลับมาโตเป็นบวกได้ หลังจากติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี
“สภาผู้ส่งออกเตรียมปรับเป้าการส่งออกทั้งปีนี้ลงหลังสิ้นไตรมาส 2 โดยมองว่ามีโอกาสที่จะขยายตัว 0% หรืออาจน้อยกว่านั้น และหากตัวเลขการส่งออกในช่วง 8 เดือนหลังไม่เติบโตตามที่คาดการณ์
ไว้ จะส่งผลให้การส่งออกไทยหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แน่นอน” นายนพพร กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องการเสนอให้รัฐบาลเร่งขยายการค้าและการลงทุนในประเทศอินเดียและจีนมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าไทยใน 2 ประเทศนี้ เนื่องจากในอนาคตเชื่อว่า จีนและอินเดียจะเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจโลกแทนสหรัฐและยุโรป เพราะทั้ง2 ประเทศมีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก







