
คุ้มครองเงินฝาก
ประกาศ! ผู้มีบัญชีเงินฝากโปรดทราบ ในวันที่ 11 ส.ค. 2558 เป็นต้นไป สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจาก 50 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 25 ล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2559 เป็นต้นไป จะลดวงเงินการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท
ประกาศ! ผู้มีบัญชีเงินฝากโปรดทราบ ในวันที่ 11 ส.ค. 2558 เป็นต้นไป สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจาก 50 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 25 ล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2559 เป็นต้นไป จะลดวงเงินการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท
วันนี้เรามาทำความรู้จัก “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” กันดีกว่า
ประเทศไทยมีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สถาบัน) ขึ้นเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเงินฝากรายย่อยที่ฝากเงินในสถาบันการเงิน รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน
ในกรณีที่มีสถาบันการเงินล้มหรือมีปัญหา ผู้ฝากรายย่อยจะได้รับการคุ้มครองเงินฝากตามที่กำหนด ลดความตื่นตระหนกเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับสถาบันการเงิน และผู้ฝากเงินไม่มีความจำเป็นต้องแห่กันไปถอนเงิน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาลุกลามไปสู่สถาบันการเงินอื่น ซ้ำรอยเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ผ่านมา
สำหรับเงินที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะนำมาใช้จ่ายคืนผู้ฝากเงินนั้น เป็นเงินที่สถาบันการเงินสมาชิกนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก ตามกำหนดกฎหมายไม่เกิน 1% แต่ปัจจุบันกำหนดอัตราเงินนำส่งไว้ที่ 0.4% ต่อปี ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแบงก์ใจดี เพราะเป็นเงินที่แบงก์คิดเป็นต้นทุนและหักออกจากดอกเบี้ยเงินฝากเรา เพื่อจ่ายเป็นค่าประกันเงินฝากให้เรา
ปัจจุบัน สถาบันจะให้ความคุ้มครองเงินฝากสกุลเงินบาทของบัญชีเงินฝากภายในประเทศ สถาบันการเงินภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก มีทั้งหมด 34 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ 29 แห่ง บริษัทเงินทุน 2 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 3 แห่ง
สำหรับระยะเวลาคุ้มครองเงินฝาก
วันที่ 11 ส.ค. 2555-10 ส.ค. 2558 ไม่เกิน 50 ล้านบาท
วันที่ 11 ส.ค. 2558-10 ส.ค. 2559 ไม่เกิน 25 ล้านบาท
วันที่ 11 ส.ค. 2559 เป็นต้นไป ไม่เกิน 1 ล้านบาท
ทั้งนี้ ณ เดือน มี.ค. 2558 บัญชีที่มีเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีจำนวน 86.20 ล้านบัญชี คิดเป็น 98% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด 86.20 ล้านบัญชี มีวงเงินฝากรวม 2.47 ล้านล้านบาท ของเงินฝากทั้งหมด 11.33 ล้านล้านบาท
ดังนั้น ผู้ฝากเงินรายย่อยก็ไม่ต้องวิตกกังวลว่าฝากเงินแล้วจะสูญหากเกิดเหตุการณ์มิคาดคิด ส่วนเศรษฐีที่มีเงินเกินที่กฎหมายคุ้มครอง ก็คงเตรียมพร้อมบริหารเงินและกระจายลงทุนและฝากเงินไปสถาบันการเงินอื่นๆ กันบ้างแล้ว







