posttoday

สัมปทาน ‘ก๊าซอ่าวไทย’

28 พฤษภาคม 2558

ดำริทางนโยบายของ คุรุจิต นาครทรรพ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงพลังงาน

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

ดำริทางนโยบายของ คุรุจิต นาครทรรพ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงพลังงาน ที่เปิดประเด็นถึงแนวทางการจัดการก๊าซธรรมชาติประเทศ ว่า ขณะนี้มี 2 เรื่องหลักที่ควรจะได้ข้อสรุปโดยเร็ว

1.การเปิดสำรวจผลิตแหล่งปิโตรเลียม ครั้งที่ 21

2.การบริหารสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุ

คุรุจิต ว่า ประเมินว่าปริมาณสำรองก๊าซที่พิสูจน์แล้ว จะเหลือเพียง 6 ปีครึ่งเท่านั้น โดยความต้องการใช้ก๊าซฯ เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ต่อวัน และมีทิศทางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันแหล่งก๊าซฯมาจากในประเทศ 3,750 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน คิดเป็น 78% นำเข้าจากพม่า 1,100 ล้าน ลบ.ฟุต คิดเป็น 19% และนำเข้าแอลเอ็นจี 250 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน หรือคิดเป็น 3%

ส่วนความต้องการใช้ก๊าซฯ ของประเทศไทยโตแบบก้าวกระโดด ถึงปัจจุบันวันละ 5,000 ล้าน ลบ.ฟุต จึงจำเป็นต้องมีแผนการจัดหาก๊าซไว้รองรับ หากไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องสัมปทานฯ ที่หมดอายุ ก็ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวที่มีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยหรือพม่าถึง 1 เท่าตัว

ขณะที่พื้นที่สัมปทาน 2 แหล่งก๊าซขนาดใหญ่ของไทย คือ แหล่งเอราวัณ ของบริษัท เชฟรอน ขุดเจาะและสำรวจ กับแหล่งบงกชของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ซึ่งจะทยอยหมดอายุในปี 2565-2566 รวมปริมาณก๊าซ 2,200 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน หรือคิดเป็น 59% ของกำลังการผลิตในอ่าวไทย หากไม่มีการดำเนินการอะไรปริมาณก๊าซหายไป 2.5 ล้าน ลบ.ฟุต เริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2562-2567

ถือว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า คุรุจิตที่จะก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานจะเดินหน้าสะสางปัญหาสัมปทานแหล่งเอราวัณและบงกช ที่รัฐบาลจะเป็นเจ้าของแบบ 100% หลังหมดสัญญาทันที แต่จะเดินหน้าอย่างไร

เพราะในข้อกฎหมาย พ.ร.บ. ปิโตรเลียมฉบับเดิมนั้นมีความชัดเจนว่า ไม่สามารถต่ออายุให้ “เชฟรอน-ปตท.สผ.” ได้อีกต่อไป เพราะรัฐได้ต่ออายุมา 2 รอบแล้ว จึงต้องหาทางแก้ปมนี้ ซึ่งทางเลือกมี 3 ทาง คือ

1.เปิดการสัมปทานในพื้นที่ 2 แปลงใหม่ โดยให้รายใหม่และรายเดิมยื่นเสนอผลตอบแทนให้รัฐ

2.รัฐต้องลงทุนเองในฐานะที่เป็นเจ้าของแหล่งก๊าซทั้งหมดและว่าจ้างให้เอกชนเข้ามาขุดเจาะ แล้วจ่ายค่าดำเนินงานไปเป็นรายปี หรือรัฐลงทุนเองเหมือนกับกรณีปิโตรนาสของมาเลเซีย

3.ใช้ระบบการแบ่งปันผลประโยชน์กับผู้ดำเนินการลงทุนในการขุดเจาะ แต่จะอยู่ในสัดส่วนเท่าใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กระทรวงพลังงานสรุป

จากสถิติของการขุดเจาะสำรวจหลุมปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานในแหล่งบงกชและเอราวัณ จะมีแท่นขุดเจาะอยู่ร่วม 420 แท่น เป็นของบริษัท เชฟรอน 300 แท่น เป็นแท่นขุดเจาะของบริษัท ปตท.สผ. 100 แท่น และเป็นของเอกชนรายอื่นๆ 20 แท่น โดยเฉลี่ย 1 แท่น จะเจาะ 20 หลุม เนื่องจากพื้นที่ทางธรณีวิทยาของไทยมีความซ้ำซ้อน การขุดเจาะสำรวจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเจอแหล่งก๊าซในทันที

ขณะที่เงินลงทุนในการขุดเจาะเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าหลุมละ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ในแต่ละปีผู้รับสัมปทานต้องใช้เงินในการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมเพื่อรักษาระดับกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท

ธุรกิจปิโตรเลียมเป็นเค้กก้อนใหญ่ เพราะนับตั้งแต่ผู้รับสัมปทานเริ่มผลิตและขายปิโตรเลียมในปี 2524 นับจนถึงปี 2554 ผลิตและขายปิโตรเลียมได้รวมเป็นมูลค่า 3.415 ล้านล้านบาท มีค่าใช้จ่ายจากการลงทุน 1.461 ล้านล้านบาท เหลือเป็นกำไรประมาณ 1.954 ล้านล้านบาท

ขณะที่รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บค่าภาคหลวงรวม 0.427 ล้านล้านบาท จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมรวม 0.70 ล้านล้านบาท และจากผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษรวม 0.039 ล้านล้านบาท รวมเป็นรายได้รัฐ 1.166 ล้านล้านบาท

ขณะที่รายได้ผู้รับสัมปทาน คิดจากมูลค่าการขายปิโตรเลียม 3.415 ล้านล้านบาท หักค่าใช้จ่ายในการลงทุน 1.46 ล้านล้านบาท หักค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับรัฐ 1.16 ล้านล้านบาท จะเหลือเป็นรายได้ผู้รับสัมปทาน0.788 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่คุรุจิตชี้แจงออกมานั้นค่อนข้างชัดเจนที่สุด สำหรับแนวทางการบริหารแหล่งสัมปทานฯ หมดอายุคือ จะให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องในการพัฒนาเพื่อรักษาระดับการผลิต โดยหากเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม น่าจะสามารถรักษาอัตราการผลิตและนำทรัพยากรมาใช้มากที่สุด เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่ง

แต่จะต้องเพิ่มสัดส่วนการถือสิทธิของรัฐในพื้นที่ผลิตให้มากขึ้น รวมทั้งการเรียกร้องโบนัสต่างๆ เพิ่มขึ้น

ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อทำการประเมินสำรองและปริมาณทรัพยากรของกลุ่มแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช จัดทำบัญชีสิ่งติดตั้ง อุปกรณ์ การผลิตว่าจะมีส่วนใดบ้างจะต้องเป็นของรัฐ

บรรยง พงษ์พานิช กรรมการกำกับนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า ประเด็นแหล่งปิโตรเลียมนั้น มี 2 ประเด็น คือ 1.การเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่ 2.การพิจารณาแนวทางสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุลงในปี 2565-2566 ของแหล่งเอราวัณ ของบริษัท เชฟรอนและแหล่งก๊าซบงกชของบริษัท ปตท.สผ. ซึ่งภาครัฐจะต้องมีความชัดเจนโดยเร็วว่าจะบริหารจัดการแบบไหน ไม่เช่นนั้นแล้วเอกชนอาจต้องเริ่มทยอยลดการลงทุนและการผลิตลง

บรรยง ชี้แจงว่า หากมองในหลักเศรษฐศาสตร์และการพาณิชย์ ผู้ที่จะมาบริหารแหล่งปิโตรเลียมเก่าได้ดีที่สุดคือผู้รับสัมปทานเดิม แต่รัฐจะมีวีธีการเจรจาอย่างไรที่จะได้ผลประโยชน์มากที่สุด ซึ่งการเจรจาทำได้ แต่จะต้องทำอย่างโปร่งใส

“ผมยืนยันหลักการว่า การประมูลไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แม้จะดูเหมือนว่าโปร่งใส เพราะถ้าประมูลแล้วผู้ประกอบการรายเดิมจะได้เปรียบมาก เพราะจะทราบข้อมูลของแหล่งปิโตรเลียมมากกว่ารายใหม่ ดังนั้น รูปแบบของการบริหารแหล่งปิโตรเลียมนั้น จะเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ก็ได้ เพราะผู้รับสัมปทานเดิมทราบอยู่แล้วว่า การผลิตเป็นเท่าไหร่ ศักยภาพของพื้นที่เป็นแบบไหน ถือว่าไม่มีความเสี่ยง ไม่เหมือนตอนลงทุนใหม่ ขณะที่ระบบพีเอสซีไม่เหมาะกับแหล่งปิโตรเลียมใหม่ แต่ถ้าเป็นแหล่งเก่าสามารถใช้ได้ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรง แต่มองว่ารายเก่าน่าจะทำให้มีประโยชน์ เพราะหากเป็นผู้บริหารรายใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีก ดังนั้น คนเดิมทำดีที่สุด แต่ว่าต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการเจรจาที่โปร่งใสและรัฐต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าเดิมหลายเท่า” บรรยง กล่าว

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กล่าวว่า การบริหารแหล่งสัมปทานเก่าที่หมดอายุ แนวทางที่เหมาะสมควรจะเป็นรูปแบบของการจ้างผลิต เพราะการต่อสัมปทานทำไม่ได้แล้ว ทุกอย่างจะต้องตกเป็นทรัพย์สินของรัฐ

“ผมไม่เข้าใจว่า สิ่งที่ผู้บริหารกระทรวงพลังงานออกมาส่งสัญญาณในเรื่องสำรองก๊าซฯ จะหมด และจะต้องรักษากำลังการผลิตให้มีความต่อเนื่องนั้น ทำไมไม่มีการหาทางป้องกันก่อนหมดสัมปทานล่วงหน้า แหล่งบงกชเป็นของ ปตท.สผ. ถือเป็นของรัฐ เพราะมี ปตท.ถือหุ้นอยู่ การเจรจาไม่น่ามีปัญหา แต่แหล่งเอราวัณของเชฟรอนจะต้องแบ่งให้ชัดเจนว่า น้ำมันหรือก๊าซที่ผลิตได้ต้องแบ่งให้รัฐด้วย ไม่ใช่แค่ตัวเงินอย่างเดียว เงื่อนไขต่างๆ ต้องเอื้อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว

การขุดเจาะแหล่งก๊าซเอราวัณและแหล่งบงกชที่เป็น “หัวใจของความโชติช่วงชัชวาลย์” ของประเทศไทยรอบใหม่ชวนติดตามอย่างยิ่ง

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้มีข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาลออกมาว่า มีหนังสือบันทึกแนบท้ายของผู้สัมปทานขุดเจาะอยู่ว่า หากไม่มีการกำหนดท่าทีในเรื่องนี้ชัดเจนจะหยุดลงทุนขุดเจาะก๊าซในอ่าวไทย

นี่คือหัวเชื้อที่ทำให้กระทรวงพลังงานต้องเต้น เพราะนัยของคำขู่กระทบไปถึงปริมาณก๊าซที่จะลดลง

ข่าวล่าสุด

AIS ผนึก ReelShort รุกซีรีส์แนวตั้งเบอร์ 1 ขนทัพคอนเทนต์กว่า 4,000 เรื่อง