
การตลาดอย่าหยุดสวย (ตอนจบ)
การส่งออกเครื่องสำอางไทยไปต่างประเทศก็มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปี
โดย..กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
การส่งออกเครื่องสำอางไทยไปต่างประเทศก็มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา เฉลี่ย 18% ต่อปี โดยมีมูลค่าตลาดรวม 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออก 40% มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท คาดว่าปี 2558-2559 ธุรกิจเครื่องสำอางจะแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง จากการค้าไร้พรมแดน โดยไทยมีคู่แข่งในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยังคงมีนักลงทุนอีกหลายประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิต
เพราะกระแสธุรกิจ “ความงาม” มาแรงตลอดทั่วทุกมุมโลกไม่เว้นแม้แต่เมืองไทย ตลาดธุรกิจความงามแข่งขันกันดุเดือด เพื่อให้บริการลูกค้าที่รักสวยรักงาม โดยเฉพาะกลุ่มความงามระดับพรีเมียมที่ต้องหานวัตกรรมใหม่ๆ มาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจหลายแขนงต่างดึงเทรนด์สุขภาพและความงามมาผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์หวังเพิ่มยอดขาย
การส่งออกสินค้าด้านความงามและสุขภาพประเภทเครื่องสำอาง สบู่ หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยประเทศที่นำเข้าสินค้าด้านความงามและสุขภาพจากไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย เวียดนาม กัมพูชา พม่า สิงคโปร์ จีน และประเทศที่อุตสาหกรรมความงามเติบโตรวดเร็วที่สุด ได้แก่ ประเทศกลุ่ม BRIC ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน
ผู้ทำธุรกิจเครื่องสำอางเกรดพรีเมียมมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง หลายบริษัทเน้นการพัฒนาสินค้าพรีเมียม เพราะแนวโน้มประชากรไทยอีก 17 ปีข้างหน้าจะเป็นครอบครัวขนาดเล็กเพียง 2-3 คน กลุ่มประชากรสูงวัยจะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ อัตราการสมรสต่ำลง คนหันมาให้ความใส่ใจเรื่องความงามและสุขภาพ เชื่อว่าในอนาคตตลาดเครื่องสำอางประเภทชะลอวัยจะเป็นตลาดใหญ่มาก ส่วนเครื่องสำอางออร์แกนิกส์ จะมาแรงตามเทรนด์ของโลกที่พยายามกลับคืนสู่ “ธรรมชาติ” โดยเฉพาะสมุนไพร
อีกแนวโน้มของตลาดเครื่องสำอางที่น่าสนใจ คือ “ฮาลาล” เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมาก ดังนั้นผู้ประกอบการควรพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานฮาลาล เพื่อเจาะตลาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ตลาดญี่ปุ่นมีความนิยมและให้ความสนใจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมจากสมุนไพร/ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรเป็นที่รู้จักทั่วโลกทั้งคุณภาพมาตรฐาน และมีแนวโน้มการส่งออกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับตลาดใหม่ที่ขยายตัวสูง ได้แก่ ลิเบีย เอธิโอเปีย และนอร์เวย์ โดยไทยมีจุดแข็งในเรื่องของราคาถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ความประณีตและการบริการหลากหลาย วัตถุดิบมีสถาบันรองรับและมาตรฐานการผลิตเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก หากไทยสามารถลดปัญหาในด้านภาษีนำเข้าวัตถุดิบและต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงกว่าคู่แข่ง การปรับปรุงแบบและคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ กฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่ชัดเจน การขาดการวิจัย ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้น







