
การเป็นนักลงทุน ที่ชาญฉลาด (ตอนที่ 3)
สัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดสัดส่วนสภาพคล่อง และการบริหารสภาพคล่องดังกล่าวอย่างไร ที่คุยค้างไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ว่าในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาลง ตกหนักๆ แล้วไม่มีสภาพคล่องเหลืออยู่ จะทำอย่างไรดี ปกติผมจะใช้กลยุทธ์ Switching คือ สลับเปลี่ยนหุ้น โดยปกติถึงแม้ตลาดหุ้นขาลง ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะลงสัดส่วนเท่ากัน และบางช่วงเวลาหุ้นบางตัวกลับมีราคาขึ้นมาได้ ในขณะที่หุ้นหลายๆ ตัวมีราคาปรับตัวลง
สัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดสัดส่วนสภาพคล่อง และการบริหารสภาพคล่องดังกล่าวอย่างไร ที่คุยค้างไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ว่าในช่วงตลาดหุ้นเป็นขาลง ตกหนักๆ แล้วไม่มีสภาพคล่องเหลืออยู่ จะทำอย่างไรดี ปกติผมจะใช้กลยุทธ์ Switching คือ สลับเปลี่ยนหุ้น โดยปกติถึงแม้ตลาดหุ้นขาลง ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะลงสัดส่วนเท่ากัน และบางช่วงเวลาหุ้นบางตัวกลับมีราคาขึ้นมาได้ ในขณะที่หุ้นหลายๆ ตัวมีราคาปรับตัวลง
ดังนั้น ผมจึงฉวยจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการ Switch หุ้น ช่วงเวลาดังกล่าวคือช่วงที่หุ้นที่ผมสนใจลงทุนอยู่ มีราคาลงมาถึงจุดที่เหมาะสม คือ มีราคาถูกกว่าปัจจัยพื้นฐานมากๆ หรือที่ชาว VI ชอบใช้กันว่า มี Margin of safety สูงๆ ผมก็จะเปรียบเทียบหุ้นในพอร์ตของผมที่ถืออยู่ว่า ถ้าหุ้นบางตัวในพอร์ตผม ณ ตอนนั้นมี Margin of safety ที่น้อยกว่าหุ้นที่ผมสนใจอีกตัวในตลาด ผมก็จะไม่ลังเลเลยที่จะขายหุ้นบางตัวที่ถืออยู่ในพอร์ต แล้วเอาเงินที่ได้จากการขายหุ้น กลับเข้าไปซื้อหุ้นที่เล็งเอาไว้ทันที
การ Switch แบบนี้ ถ้าผมวิเคราะห์และตัดสินใจถูกต้อง ผลลัพธ์ควรจะออกมาในรูปแบบที่ว่าหุ้นตัวที่ผมขายออกไปจะลงต่อในเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าหุ้นที่ผมซื้อเข้ามา และเมื่อตลาดหุ้นกลับมาเป็นขาขึ้น หุ้นบางตัวที่ซื้อมาใหม่ควรจะมีการดีดตัวของราคาในระยะยาว เป็นสัดส่วนที่มากกว่าตัวที่ขายไป
เท่ากับว่าเป็นการลดการขาดทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นยังเป็นขาลงอยู่ และเป็นการสร้างกำไรที่มากกว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นฟื้นตัว เปลี่ยนจากขาลงกลับเป็นขาขึ้น ผลกำไรที่ได้จะมากกว่าค่าขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้น กรณีขายหุ้นตัวเก่าไป แต่อย่าลืมนะครับ การดำรงสภาพคล่องที่มากเกินไป ทำให้ช่วงตลาดหุ้นขาขึ้นท่านก็อาจจะสร้างกำไรได้ไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากการดำรงสภาพคล่องดังกล่าวทำให้ท่านมีเงินที่จะนำไปลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ผมถึงบอกว่า การกำหนดขนาดของสภาพคล่องเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ แต่ยากเพียงไหนก็ยังพอมีวิธีจัดการอยู่บ้าง แต่วิธีที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ อาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนของท่านอยู่บ้างเช่นกัน กล่าวคือ การเปิดบัญชี Margin หรือศัพท์ทางการเรียกบัญชีประเภทนี้ว่า บัญชี Credit Balance โดยปกติผมจะไม่ค่อยแนะนำนักลงทุนให้เปิดบัญชีประเภทนี้ เพราะมีความเสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นขาลง เนื่องจากบัญชีประเภทที่มีการให้สินเชื่อจากโบรกเกอร์ โดยเราจะต้องนำเงินไปวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตอนเปิดบัญชี
แล้วเราก็สามารถที่จะซื้อหรือขายหุ้นโดยใช้สินเชื่อจากโบรกเกอร์กรณีที่เราซื้อเกินหลักประกันที่เราฝากไว้ จะซื้อได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่า หุ้นที่เราสนใจซื้อ ทางโบรกเกอร์ที่เราเป็นลูกค้าอยู่ปล่อยกู้ให้ที่อัตรา Margin เท่าไหร่ มีตั้งแต่ 50% 60% 70% 80% จนถึง 100% และไม่สามารถซื้อได้ในบัญชี Margin ซึ่งหุ้นที่ห้ามซื้อส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่มีลักษณะความเสี่ยงสูงมากๆ หรือสภาพคล่องในการซื้อขายน้อยมากๆ หรือเป็นหุ้นที่ติดบัญชี Cash Balance คือ ต้องซื้อในบัญชีเงินสดเท่านั้น เป็นต้น ส่วนหุ้นที่ให้
1.Margin 50% นั่นหมายความว่า ท่านต้องใช้หลักประกัน 50% โบรกเกอร์ที่ท่านกู้ 50%
2.Margin 60% นั่นหมายความว่า ท่านต้องใช้หลักประกัน 60% โบรกเกอร์ที่ท่านกู้ 40%
3.Margin 70% นั่นหมายความว่า ท่านต้องใช้หลักประกัน 70% โบรกเกอร์ที่ท่านกู้ 30%
4.Margin 80% นั่นหมายความว่า ท่านต้องใช้หลักประกัน 80% โบรกเกอร์ที่ท่านกู้ 20%
5.Margin 100% นั่นหมายความว่า ท่านต้องใช้หลักประกัน 100 % โบรกเกอร์ไม่ให้ท่านกู้ และไม่ได้ห้ามท่านในบัญชี Margin
ข้อสังเกตที่ผมได้พบคือ ไม่เคยเห็นหุ้นที่เป็น Margin 90% เลย ทางโบรกเกอร์คงเห็นว่าไม่ค่อยแตกต่างกัน เพราะว่ามี 80% และ 100% แล้ว ถ้ามีโบรกเกอร์ก็ปล่อยกู้แค่ 10% เท่านั้น โดยที่นักลงทุนต้องใช้หลักประกันถึง 90%
ในบัญชี Margin ทุกเดือน ทางโบรกเกอร์ก็จะมีการคำนวณดอกเบี้ยจ่าย กรณีที่เราใช้เงินกู้รวมยอดตอนสิ้นเดือน ส่วนวันไหนที่เราไม่ได้ใช้เงินกู้แต่ก็ยังมีหลักประกันเหลืออยู่ ทางโบรกเกอร์ก็จะให้ดอกเบี้ยเรา คล้ายๆ กับเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.5-1.75% และดอกเบี้ยเงินกู้จะอยู่ในช่วง 5% กว่า จนถึงเกือบ 10% ขึ้นอยู่กับปริมาณซื้อขายของเราในแต่ละเดือน เมื่อเทียบกับขนาดพอร์ตการลงทุน โดยสัดส่วนปริมาณซื้อขายมากก็จะได้อัตราดอกเบี้ยกู้ที่ต่ำกว่าพอร์ตที่มีการซื้อขายน้อย อย่างไรก็ตามยังขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโบรกเกอร์ด้วยครับ
เนื้อที่หมดแล้ว มาอ่านต่อกันในสัปดาห์หน้าครับ







