
GENCOซื้อโรงไฟฟ้า
GENCO ซื้อหุ้นบริษัทผลิตไฟฟ้าขยะที่ภูเก็ต 429 ล้านบาท ด้าน GUNKUL ลุยโรดโชว์
GENCO ซื้อหุ้นบริษัทผลิตไฟฟ้าขยะที่ภูเก็ต 429 ล้านบาท ด้าน GUNKUL ลุยโรดโชว์
นายรณชัย ตันตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (GENCO) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2558 มีมติอนุมัติในหลักการให้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท พีเจที เทคโนโลยี จำนวน 3,626,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) จากบริษัท ไอริส คอร์ปอร์เรชั่น เบอร์ฮาด คิดเป็นการเข้าถือหุ้น 49% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัท พีเจที เทคโนโลยี มูลค่าของธุรกรรมซื้อขายหุ้นที่เสนอครั้งนี้เท่ากับ 429.74 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กมากจากพลังงานเชื้อเพลิงชีวมวล (ขยะ) จ.ภูเก็ต
ทั้งนี้ บริษัท ไอริส คอร์ปอร์เรชั่น เบอร์ฮาด เป็นทุนมาเลเซีย ถือหุ้นในพีเจที เทคโนโลยี 51% หรือ 3.77 ล้านหุ้น มูลค่า 377 ล้านบาท รองลงมาคือ นายวุฒิกร อภิชาตบุตร ถือหุ้น 2.8 ล้านหุ้น หรือ 37.83% มูลค่า 280 ล้านบาท โดยพีเจที เทคโนโลยี ผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กมากจากพลังงานเชื้อเพลิงชีวมวล (ขยะ) รองรับมูลฝอยได้ 700 ตัน/วัน และผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 12 เมกะวัตต์ มีเตาเผา 2 ชุด แต่ละชุดสามารถเผาขยะมูลฝอยได้ 350 ตัน/วัน และผลิตไฟฟ้าได้สุทธิ 6 เมกะวัตต์/ชุด
บริษัท พีเจที เทคโนโลยี ได้เข้าลงนามในสัญญาให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารโรงเผาขยะมูลฝอยชุมชน จ.ภูเก็ต กับเทศบาลนครภูเก็ต เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2551 เป็นระยะเวลา 15 ปี และสามารถต่อสัญญาได้อีก 15 ปี โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือน ส.ค. 2553 และเริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.ค. 2555 โดยมีข้อตกลงในการกำจัดขยะ
สำหรับปริมาณ 130 ตันแรก/วัน (โครงการจะไม่ได้รับค่ากำจัดขยะในส่วนที่เกิน 130 ตัน/วัน) ในอัตรา 300 บาท/ตัน และทุก 3 ปี จะปรับค่ากำจัดขยะตามแนวโน้มดัชนีวงจรเงินเฟ้อได้ 7.6% และได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2554 โดยตกลงขายไฟฟ้าสูงสุด 6.5 เมกะวัตต์ต่อ 1 โครงการ รวม 2 โครงการขายไฟฟ้าได้ 13 เมกะวัตต์ ได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับพลังงานขยะในราคา 3.50 บาท เป็นระยะเวลา 7 ปี นับจากวันที่เริ่มขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
“การซื้อยังไม่แน่นอน และจะต้องได้รับมติอนุมัติอย่างเป็นทางการจากที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากได้เข้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และเข้าทำการตรวจสอบวิเคราะห์ฐานะของกิจการว่ามีความเหมาะสมเป็นที่พึงพอใจแก่บริษัทหรือไม่ ระยะเวลาการทำการตรวจสอบฐานะกิจการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน”
ด้านบริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) ระบุว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการได้อนุมัติให้บริษัทซื้อที่ดินเปล่าเพื่อพัฒนาจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน โดยบริษัทจะนำที่ดินที่ได้พัฒนาแล้วนี้ไปจำหน่ายต่อให้แก่ผู้ลงทุนที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ซึ่ง IEC จะซื้อและขายที่ดินจ.ชลบุรี ซึ่งคาดว่าที่ดินแปลงนี้เมื่อพัฒนาแล้วจะขายได้ประมาณ 186.21 ล้านบาท หรือจะให้ผลตอบแทน 19.2%
นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ หรือ BRR กล่าวว่า แผนดำเนินงานของกลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ในช่วงฤดูการผลิตปี 2558/2559 ถึง 2559/2560 จะลงทุน 500 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตจาก 1.7 หมื่นตันอ้อยต่อวันในปัจจุบัน เป็น 2.2 หมื่นตันอ้อยต่อวัน รองรับปริมาณอ้อย 3 ล้านตัน และเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงานทดแทนด้วยการลงทุนอีก 600 ล้านบาท สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ 3
ในฤดูการผลิตปี 2557/2558 BRR หีบอ้อยรวม 1.95 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลทรายได้ 2.3 แสนตัน ส่วนในฤดูการผลิตปี 2558/2559–2559/2560 คาดว่าปริมาณอ้อยจะเพิ่มเป็น 2.5 ล้านตัน และ 3 ล้านตัน ตามลำดับ ปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจน้ำตาลทรายและธุรกิจพลังงานทดแทน ที่ปัจจุบัน บริษัทมีโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล 2 แห่ง ที่ได้จำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวม 16 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบดังกล่าว ยังสามารถรองรับแผนงานการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลแห่งที่ 3 ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้วตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. โดยมีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 9.9 เมกะวัตต์ สามารถขายไฟฟ้าได้ 8 เมกะวัตต์ ภายใต้รูปแบบ FiT ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มจำหน่ายไฟได้ภายในต้นปี 2559
น.ส.โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) กล่าวว่า บริษัทได้ไปนำเสนอข้อมูลให้กับกองทุนต่างประเทศทั้งที่สหรัฐและญี่ปุ่น และได้รับความสนใจจากกองทุนอย่างมาก โดยส่วนใหญ่กองทุนจะถามถึงนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล ซึ่งบริษัทก็ได้ชี้แจงไปว่า นโยบายเรื่องพลังงานถือว่ารัฐบาลนี้มีความชัดเจนมากที่สุด โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ปีละ 20-30%
“การออกไปครั้งนี้เพื่อไปแนะนำธุรกิจให้กองทุนต่างประเทศได้รู้จัก แต่บริษัทยังไม่ได้ต้องการเม็ดเงินในการลงทุนในขณะนี้ เพราะล่าสุดโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่งได้รับวงเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์และเตรียมออกหุ้นกู้เพื่อนำมาใช้ในการลงทุนด้วย”







