
การตลาดอย่าหยุดสวย (ตอน 1)
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
จากการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจในช่วงรอยต่อของอาเซียน พบว่า ธุรกิจที่มาขอคำปรึกษามากที่สุด คือ ธุรกิจความงาม สถาบันเสริมความงามและคอร์สลดน้ำหนัก เพื่อแสวงหากลยุทธ์ที่จะก้าวขึ้นไปสู่แถวหน้า เกาะรถไฟความเร็วสูงบุกตลาดอาเซียน พร้อมหากลเม็ดเพื่ออุดรอยรั่วของธุรกิจที่ทำมายาวนาน แต่ยังขาดประสบการณ์ เพื่อปกป้องอาณาจักรของตน ต่างมาขอคำปรึกษาเพื่อ “Rebranding” มากที่สุด
ผมวิเคราะห์ตัวเลขหลังไตรมาสแรกของปี 2558 จากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า แนวโน้มธุรกิจที่ยังได้รับความนิยมเป็นอันดับแรกๆ ยังคงเกาะกระแสการให้ความสำคัญด้านการรักษาสุขภาพและการดูแลความงามเหมือนเดิม เหตุผลก็คือ การบริการทางการแพทย์และความงามของไทยมีคุณภาพดีและราคาไม่แพง มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ที่สำคัญที่สุดคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ค่อนข้างมีจำกัด ทำให้ธุรกิจนี้ยังคงบูมไม่เลิก
การเติบโตของตลาดกลุ่มนี้ อาจมาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เมกอัพหรือสร้างสวยภายนอกมีแนวโน้มเติบโตอยู่ตลอดเวลา สังเกตได้จากปริมาณคลินิกเสริมความงามที่หั่นราคากัน
บ้าเลือด ขณะเดียวกันเทรนด์สวยภายในก็กำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ รวมไปถึงเวชสำอาง รักษาสิว-ฝ้า ล้วนแข่งกันอย่างดุเดือด เน้นนวัตกรรมที่แตกต่างเข้ามาตีตลาดกันคึกคัก กลุ่มตลาดบนจะ เน้นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ผู้ซื้อมีกำลังซื้อสูงจึงแข่งขันด้านคุณภาพ
ส่วนตลาดกลางจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงานอายุระหว่าง 25-30 ปี ที่มีกำลังซื้อดีอยู่ในระดับปานกลาง สินค้าที่ออกมาแข่งขันกันต่างตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ ทั้งด้านราคาที่สมเหตุสมผลกับคุณภาพ กลุ่มตลาดล่างซึ่งถือได้ว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สุด แม้คุณภาพและราคาจะอยู่ในระดับล่าง แต่สินค้ากลุ่มนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการมาก ถือเป็นฐานการบริโภคส่วนใหญ่ของประเทศไทยก็ยังคงรักสวยรักงาม ขณะที่กระแสเครื่องสำอางเกาหลีในเมืองไทยได้รับความนิยมลดลง เป็นผลมาจากผู้บริโภคเริ่มคำนึงถึงคุณภาพการดูแลผิวพรรณในระยะยาวมากขึ้น ทำให้เครื่องสำอางจากญี่ปุ่นและเคาน์เตอร์แบรนด์จากยุโรปได้เปรียบมากกว่า
คุณหมอเสริมความงามท่านหนึ่งกล่าวกับผู้เขียนว่า แนวโน้มที่เป็นไปในปัจจุบันคือ การใช้ความเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดมาสร้างข้อได้เปรียบด้วยการผลิตเครื่องสำอางคุณภาพดีมาแข่งกับแบรนด์ที่มีอยู่ในท้องตลาดมากขึ้น อาศัยความชำนาญในการผลิตสินค้าแบรนด์ของตัวเอง บวกกับใช้นักการตลาดในท้องถิ่นช่วยพัฒนาแบรนด์แล้วสร้างช่องทางการขาย จัดระบบการจำหน่ายแบบใช้คน ผสมกับช่องทางประชาสัมพันธ์ด้วยการปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่ ใช้สื่อโซเชียลทุกรูปแบบ ตลอดจนทำการตลาดทุกรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่าในความเป็นแพทย์เสริมความงามก็ยังครองความได้เปรียบในสมรภูมินี้อย่างแน่นอน และมีแผนพัฒนาตลาดให้สามารถส่งออกแบรนด์ตัวเองเข้าสู่ตลาดอาเซียน จีน เกาหลี และญี่ปุ่นด้วย
(อ่านต่อฉบับหน้า)







