posttoday
ส่องความท้าทาย ขยายธุรกิจในแดนอิเหนา

ส่องความท้าทาย ขยายธุรกิจในแดนอิเหนา

26 พฤษภาคม 2558

อินโดนีเซียเป็นตลาดที่น่าสนใจ หากประเมินจากขนาดของตลาดที่ใหญ่ นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากไม่ได้เตรียมความพร้อมให้ดีก่อนไปขยายธุรกิจในตลาดแห่งนี้ อาจทำให้โอกาสดีๆ กลายเป็นความเสี่ยงได้ ดังนั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงจัดเสวนา “Follow Indonesia : รู้ทันเศรษฐกิจ ตามติดตลาดอินโดนีเซีย” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย 

อินโดนีเซียเป็นตลาดที่น่าสนใจ หากประเมินจากขนาดของตลาดที่ใหญ่ นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากไม่ได้เตรียมความพร้อมให้ดีก่อนไปขยายธุรกิจในตลาดแห่งนี้ อาจทำให้โอกาสดีๆ กลายเป็นความเสี่ยงได้ ดังนั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงจัดเสวนา “Follow Indonesia : รู้ทันเศรษฐกิจ ตามติดตลาดอินโดนีเซีย” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย 

ยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ กรรมการและเลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า มีโอกาสธุรกิจมหาศาลในอินโดนีเซีย แต่จะต้องหาพันธมิตรหรือตัวแทน
ท้องถิ่นที่เหมาะสมให้ได้ สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องการไปทำตลาดในอินโดนีเซีย ควรเริ่มจากการไปร่วมงานแสดงสินค้า (แฟร์) ก่อน

“ผู้มาชมงานและออกบูธแสดงสินค้ากว่า 90% เป็นคนท้องถิ่น หากไปร่วมงานจะได้เห็นว่าสินค้าที่ขายในตลาดเป็นประเภทไหน จะได้รู้ว่าต้องแข่งขันกับใคร เป็นโอกาสได้สำรวจตลาดจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการหาจุดเชื่อมโยงได้ดี”

ทั้งนี้ ผู้บริโภคตลาดอินโดนีเซียแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัยแบบคนเมือง กลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูง อยู่ในกลุ่ม 10% ของตลาดระดับบน และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

 “ตลาดอินโดนีเซียกำลังพัฒนา ทำให้มีโอกาสอีกมาก แต่ก็มีการแข่งขันสูงตามไปด้วย เพราะผู้ประกอบการจากทุกประเทศต่างมองเห็นโอกาสในอินโดนีเซียเช่นกัน”

สำหรับโอกาสของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ในส่วนของสิ่งทอที่เป็นเส้นใยที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานเยอะยังไปได้ดี แต่ผ้าผืนสู้ผู้ผลิตในอินโดนีเซียไม่ได้ เพราะผู้ผลิตท้องถิ่นมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ขณะที่กลุ่มเครื่องนุ่งห่มไทยยังเข้าไปในตลาดไม่มาก โดยที่เข้าไปแล้วจะเป็นรายใหญ่ที่มีแบรนด์ หรือรายเล็กที่มีสินค้าแตกต่างจากสินค้าท้องถิ่น เช่น กลุ่มเดนิมและชุดชั้นใน เป็นต้น

ยุทธนา กล่าวต่ออีกว่า การขยายธุรกิจในอินโดนีเซียไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย แต่หากคิดจะวางจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีที่เหลือแล้ว และคาดว่าในอีก 1-2 ปี จะเริ่มเห็นสินค้าแบรนด์ไทยในอินโดนีเซียมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ให้ดี เนื่องจากอินโดนีเซียมีกฎค่อนข้างเยอะ และมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก ที่สำคัญหากตัดสินใจจะบุกตลาดอย่างจริงจัง จะต้องจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้องก่อน และหาตัวแทนจำหน่ายที่ดีให้ได้

ยุทธพงศ์ สุนทรินคะ รองกรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย โฮลดิ้งส์ แนะนำว่า เอสเอ็มอีที่จะต้องการเข้าไปทำธุรกิจในอินโดนีเซียต้องศึกษาให้ดีก่อนว่าเป็นกลุ่มที่รัฐบาลอินโดนีเซียสนับสนุนให้ขยายธุรกิจหรือไม่ เนื่องจากนโยบายหลักของอินโดนีเซียในขณะนี้ คือ เน้นสร้างงานให้คนท้องถิ่นก่อน แต่หากเป็นสาขาที่ขาดแคลน หรือมีความต้องการมากจึงจะเปิดเสรี นอกจากนี้อาจมีอุปสรรคด้านภาษา ที่คนไทยอาจไม่สามารถสื่อสารภาษาอินโดนีเซียได้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคนอกเหนือจากมาตรการทางภาษีทั่วไป

“อินโดนีเซียมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ค่อนข้างเยอะผู้ประกอบการจะต้องติดตามอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา และกระบวนการบางอย่างก็ต้องใช้เวลา เช่น การจดทะเบียนบริษัทที่ใช้เวลานาน เพราะต้องติดต่อหลายหน่วยงาน ต่างจากไทยที่มีศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากคณะกรรมการประสานงานการลงทุนอินโดนีเซีย (BKPM) ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในอินโดนีเซีย อยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมเหมืองแร่มากที่สุด หรือมูลค่า 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ อุตสาหกรรมอาหาร 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ การขนส่ง คลังสินค้า และสื่อสาร 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร โลหะ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุด คือ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์