posttoday
กางธุรกิจ‘โออิชิ’ สยายปีกอาเซียน

กางธุรกิจ‘โออิชิ’ สยายปีกอาเซียน

26 พฤษภาคม 2558

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

การเปิดเสรีการค้าการลงทุนในอาเซียน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจไทย ที่หลายบริษัทโดยเฉพาะรายที่มีความพร้อมทั้งการผลิต การตลาด แบรนด์ และกระจายสินค้า ขยายอาณาจักรในภูมิภาคมากขึ้น

มารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป กล่าวว่า โออิชินำสินค้าเข้าสู่ตลาดอาเซียนมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว และกัมพูชา ที่ทำตลาดมานานกว่า 10 ปี ขณะที่เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วได้เข้าไปขยายธุรกิจในพม่า

ในมาเลเซีย โออิชิร่วมมือกับบริษัท เอฟแอนด์เอ็น ในการทำธุรกิจ ซึ่งมาเลเซียเป็นประเทศแรกที่โออิชิมีฐานผลิตสินค้าโดยบริษัทจะดูแลเรื่องแบรนด์การตลาด สูตรเครื่องดื่ม ขณะที่เอฟแอนด์เอ็นดูแลการผลิตและการกระจายสินค้าในตลาดมาเลเซียและสิงคโปร์

ขณะเดียวกัน บริษัทยังส่งสินค้าไปจำหน่ายในอินโดนีเซีย ผ่านเทรดเดอร์และกระจายไปตามร้านอาหารไทย โดยบริษัทยังไม่ได้เข้าไปทำตลาดนี้อย่างจริงจัง 

สำหรับปี 2558 บริษัทเน้นการทำตลาดพม่าและเวียดนาม โดยได้จับมือกับเอฟแอนด์เอ็นทำตลาดและกระจายสินค้าในพม่า ซึ่งตลาดนี้ยังมีการบริโภคเครื่องดื่มน้อยมาก หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่เป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตดี วัดได้จากกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำอัดลม ที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก ส่วนชาเขียวยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดมากนัก แต่เชื่อว่าตลาดจะเติบโตสูงกว่าเมืองไทย โดยหลังจากนำสินค้าไปจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต พบว่าลูกค้าตอบรับดี

ด้านตลาดเวียดนาม คนนิยมดื่มชาเขียวมาก แต่การเจาะตลาดยังมีอุปสรรคอยู่บ้างในเรื่องแบรนด์ที่มีชื่อซ้ำกับแบรนด์ขนมขบเคี้ยวท้องถิ่น ซึ่งบริษัทกำลังแก้ปัญหาและคาดว่าจะนำสินค้าไปจำหน่ายได้ภายใน 1-2 เดือนนี้

มารุต แจกแจงว่า การกระจายสินค้าในเวียดนามแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ร่วมกับเอฟแอนด์เอ็นเวียดนาม และวีนามิลค์เวียดนาม กระจายสินค้า และมอบหมายให้บริษัทคนไทยในเวียดนามเป็นผู้กระจายสินค้าให้ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้

ในแง่ของสินค้าชาเขียวนั้น พบว่ารสชาติขายดีจะคล้ายคลึงกับไทยที่มี 3 รสชาติหลัก ได้แก่ รสดั้งเดิม รสน้ำผึ้งมะนาว และรสข้าว ส่วนชาติมุสลิมจะนิยมชาดำ

สำหรับความท้าทายในตลาดต่างแดน มารุต อธิบายว่า การแข่งขันสูง ซึ่งแต่ละประเทศมีข้อจำกัดแตกต่างกัน เช่น มาเลเซียเป็นชาติมุสลิมห้ามการชิงโชค หรือการกำหนดราคาที่บางประเทศขายแพงได้ แต่บางประเทศต้องขายถูก ซึ่งประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์อย่างมาก เช่น สิงคโปร์มีแบรนด์ท้องถิ่นจำนวนมาก โออิชิจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็ง เพื่อดึงให้ผู้บริโภคมาซื้อสินค้า

“เราออกไปต่างประเทศก่อนแบรนด์ไทยอื่นๆ จึงมีโอกาสบุกตลาดก่อน ซึ่งหากชาเขียวแบรนด์อื่นออกไปขยายตลาดในต่างแดนในอนาคต ก็มองว่าไม่ใช่การแข่งขันกันเอง แต่เป็นการร่วมทำตลาดของสินค้าไทย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์ไทย”

มารุต ยังบอกด้วยว่า การเติบโตของตลาดเมืองไทยไม่หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน การใช้โปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นตลาดเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน แต่บริษัทพยายามจะสร้างการเติบโตในระยะยาวแบบมีเสถียรภาพ ซึ่งการขยายตลาดต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตแบบยั่งยืน

“ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เราจะเข้าไปเจาะตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เพิ่มเติม เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ น่าจะมีโอกาสเติบโตสูง”

นอกจากธุรกิจชาเขียวพร้อมดื่มแล้ว โออิชิยังนำแบรนด์ร้านอาหาร “ชาบูชิ” ไปเปิดสาขาในพม่า ปัจจุบันมี 3 สาขา ในย่างกุ้ง 2 สาขา และ 1 สาขาในมัณฑะเลย์ และส่งออกอาหารกึ่งสำเร็จรูปเย็น แช่แข็ง เช่น เกี๊ยวซ่า ปูอัด ไปจำหน่ายในกัมพูชา และ สปป.ลาวด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท