
ไตรมาสแรกจ้างงานลด-จับตาบัณฑิตสายสังคมฯว่างงานอื้อ
สศช. เผยการจ้างงานไตรมาสแรกลดลงสวนทางเศรษฐกิจฟื้น จับตาปริญญาตรีจบใหม่ปีนี้สายสังคมศาสตร์ว่างงานเพียบ
สศช. เผยการจ้างงานไตรมาสแรกลดลงสวนทางเศรษฐกิจฟื้น จับตาปริญญาตรีจบใหม่ปีนี้สายสังคมศาสตร์ว่างงานเพียบ
เมื่อวันที่ 25 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานสภาวะสังคมประจำไตรมาสที่1 ปี 2558ว่า ในส่วนของภาคแรงงานพบว่า การจ้างงานลดลง ไตรมาสแรกนี้ ผู้มีงานทำ 37,611,521 คน ลดลง 0.5% เป็นผลกจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยหลายพื้นที่ประสบภาวะภัยแล้ง ประกอบกับเป็นช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว และการปรับตัวของการเพาะปลูกข้าวที่ลดลงหลังจากยุติมาตรการจำนำข้าว ทำให้ผู้มีงานทำภาคเกษตรลดลง 4.4% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว และมีผู้รอฤดูกาลเพิ่มขึ้น 1.8% ขณะที่การจ้างงานภาคนอกเกษตรเพิ่มขึ้น1.3% ตามการฟื้นตัวของภาคการผลิต ก่อสร้างและโรงแรมและภัตตาคาร ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในสาขาการผลิต 1.2% การก่อสร้าง 1.9% โรงแรมและภัตตาคาร 2.3% การขนส่ง 0.2% การศึกษา 3.5% ขณะที่การขายส่งขายปลีกลดลง 2.6%
ด้านการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไตรมาสแรกของปี 2558 มีผู้ว่างงาน 361,297 คน อัตราการว่างงานเท่ากับ 0.94% ใกล้เคียงกับอัตราการว่างงาน 0.89% ในช่วงเดียวกันปีที่แล้ว โดยการว่างงานของกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวน 197,138 คน เพิ่มขึ้น 0.6% สำหรับการว่างงานในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวน 164,159 คน หรือเพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว สอดคล้องกับการเอาประโยชน์ทดแทนในกรณีการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีจำนวน 149,967คน หรือเพิ่มขึ้น 10.4% โดยเป็นการเลิกจ้างจำนวน 19,198 คน เพิ่มขึ้น 9.7% ขณะที่เป็นการลาออกจำนวน 130,769 คน เพิ่มขึ้น 10.4%
ขณะที่จำนวนชั่วโมงการทางานลดลง ชั่วโมงการทำงาน (ทุกสถานภาพ) เฉลี่ยเท่ากับ 41.7 ชั่วโมงต่อคนต่อสัปดาห์ ต่ำสุดในช่วง 9 ไตรมาส และเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปี ที่แล้วลดลง 2.2% โดยชั่วโมงการทำงานลดลงในทุกสาขาการผลิต สอดคล้องกับการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม ที่ยังอยู่ในระดับ 62% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแนวโน้มที่อยู่ในประมาณ 65% ขณะที่ภาคเกษตรประสบปัญหาภัยแล้ง แรงงานภาคเกษตรไม่สามารถทำงานได้เต็มที่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังเกี่ยวกับถานการณ์แรงงานนั้น ทางด้านผลกระทบด้านรายได้ของแรงงาน ต้องระมัดระวังผลกระทบจากภัยแล้ง ในปี 2558 เริ่มมีสัญญาณความรุนแรงของภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ โดยตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2557–21 พฤษภาคม 2558 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ 36 จังหวัด 249 อำเภอ 1,379 ตำบล 12,364 หมู่บ้าน (คิดเป็น 16.47% จากจำนวน 74,965 หมู่บ้านทั่วประเทศ) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของเกษตรกร โดยปัจจุบันค่าจ้างแรงงานภาคเกษตรอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 5,700 บาทต่อคนต่อเดือน เมื่อเทียบกับค่าจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรซึ่งประมาณ 12,500 บาทต่อคนต่อเดือน ต่ำกว่าประมาณ 1 เท่า ดังนั้น เมื่อการจ้างงานภาคเกษตรลดลง ประกอบกับผลผลิต และราคาสินค้าเกษตรลดลง จะยิ่งซ้ำเติมปัญหารายได้ของครัวเรือนเกษตรและลูกจ้างเกษตรที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ภาครัฐได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 ต.ค. 2557 และวันที่ 18 พ.ย. 2557 อนุมัติกรอบวงเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2557/58 วงเงิน 1,582.06 ล้านบาท และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 มกราคม. 2558 อนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง2 โดยมีพื้นที่เกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบภัยแล้งปี 2557/2558 จำนวน 3,051 ตำบล 58 จังหวัด
แรงงานจบใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยในปี 2558 คาดว่าจะมีผู้จบการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงระดับปริญญาตรีรวม 2,137,424 คน และคาดว่าจะมีผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 637,610 คน เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีวศึกษา และมัธยมศึกษาเป็นสัดส่วน 63.9% 21.5% และ 14.7% ตามลำดับ ซึ่งในปี 2557 ที่ผ่านมา พบว่าผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีอัตราการว่างงานสูงสุดร้อยละ 1.54 โดยเฉพาะผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสายสังคมศาสตร์ อาทิ สาขาวารสารศาสตร์และสารสนเทศว่างงาน2.77% ศิลปกรรมศาสตร์ว่างงานร้อย2.76% มนุษยศาสตร์ว่างงาน 2.71% เนื่องจากเป็นสาขาที่มีการผลิตกำลังคนที่เกินความต้องการของตลาดมาต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการก็ระมัดระวังการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทำให้เลือกจ้างเฉพาะแรงงานที่มีคุณสมบัติและความสามารถตรงกับความต้องการของกิจการ
ประการต่อมา การแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้น ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ ทำให้เกิดแนวโน้มการแย่งแรงงานที่มีคุณภาพในภาคธุรกิจบริการและอุตสาหกรรม ขณะที่แรงงานระดับปฏิบัติในสายการผลิตมีแนวโน้มกดดัน มากขึ้น จากคำสั่งซื้อสินค้าลดลงทำให้ผู้ประกอบการลดชั่วโมงการผลิตลง รวมถึงการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการบางธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการย้ายโรงงานไปพื้นที่ชายแดน เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานที่มีอัตราค่าจ้างต่ำกว่า ทำให้มีการลดจำนวนพนักงานโดยเฉพาะพนักงานซับคอนแทรค หรือการมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เป็นต้น แม้จะยังไม่ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นมาก หากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ช้าและใช้ระยะเวลานาน ก็อาจจะมีผลต่ออัตราการว่างงานได้และมีผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนและต่อเนื่องถึงคุณภาพชีวิตของแรงงาน
ด้านการเตรียมคนเพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยที่จะเกิดขึ้นในช่วงปี 2558-2565 อาทิ การสร้างระบบขนส่งระบบราง (รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่)เป็นต้น จะทำให้มีความต้องการแรงงานโดยเฉพาะวิศวกรและช่างเทคนิคด้านต่างๆ เช่น ไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ ก่อสร้าง สำรวจ เป็นต้น เป็นจำนวนมากทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ดังนั้น การเตรียมกำลังคนเพื่อรองรับโครงการดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนและการดำเนินการผลิตกำลังคนล่วงหน้าเพื่อให้มีแรงงานที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการและงานที่จะเกิดขึ้น







