
หุ้นแกว่งรอปัจจัยใหม่
ตลาดหุ้นไทยแกว่งสร้างราคาในกรอบ 1,480-1,550 จุด ขึ้นอยู่กับทิศทางของตัวแปร ดังต่อไปนี้
ตลาดหุ้นไทยแกว่งสร้างราคาในกรอบ 1,480-1,550 จุด ขึ้นอยู่กับทิศทางของตัวแปร ดังต่อไปนี้
ประการแรก เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้นได้เร็วแค่ไหน หลังทางการไทยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย 3 ด้านพร้อมกัน ทั้งบาทอ่อน ลดดอกเบี้ย และเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ ที่รวมถึงการลงทุนในเมกะโปรเจกต์
ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวล่าช้าเกินคาด นำไปสู่การปรับลดประมาณการขนานใหญ่ ทั้งทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และมูลค่าเป้าหมายรายหุ้น
ล่าสุด ตลาดการเงินรับรู้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตแถว 3% ไปค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่กำไรสุทธิของ บจ.ไตรมาสแรกโตไม่ถึง 2% ห่างไกลจากที่เคยประเมินกันเมื่อช่วงปลายปีก่อนว่า จะขยายตัวได้ถึง 16% ในปี 2558 นำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรตลอดช่วงเดือนเศษที่ผ่านมา จนกล่าวได้ว่า ความคาดหวังต่อเศรษฐกิจและผลดำเนินงานได้ถูกปรับลดลงมา จนอยู่ที่ระดับต่ำแล้ว
ขณะที่ ธปท.ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ เหลือ 1.5% เมื่อวันที่ 29 เม.ย.และกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยตาม และสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) นำร่องลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียวไปแล้ว แม้จะกดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น แต่จะส่งผลดีต่อภาพรวมในระยะถัดไป
นอกจากนี้ กนง.ยังคงมี “พื้นที่ทางนโยบาย” ที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ในการประชุมวันที่ 10 มิ.ย.นี้ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ
ผลพวงจากการปรับลดดอกเบี้ยและการผ่อนคลายเงินทุนไหลออก ส่งผลให้บาทอ่อนค่าสู่จุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพื่อกระตุ้นภาคส่งออกที่มีขนาดราว 2 ใน 3 ของจีดีพีบ้านเรา ที่เสี่ยงจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 3
การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ในช่วงที่นโยบายการคลังยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญยังคงชะลอตัว
การที่ ครม.และ คสช.ไฟเขียวแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางทำประชามติ ส่งผลให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปเป็นราวเดือน ก.ย. 2559 จึงเกิดความต่อเนื่องในการผลักดันเมกะโปรเจกต์ การจัดทำงบประมาณปี 2560 รวมถึง “จัดแถว” ราชการ และรัฐวิสาหกิจ อีก 1 ปี กลุ่มที่เคย “เกียร์ว่าง” รอรัฐบาลใหม่ จึงต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่”
แม้นโยบายการเงิน การคลัง และอัตราแลกเปลี่ยน จะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในทิศทางเดียวกันแล้ว แต่กว่าจะเห็นผล ยังต้องใช้เวลา 4-6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่ยังชะลอตัว
ประการที่ 2 สภาพคล่องในระบบการเงิน
สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลงในช่วงหลัง ตลาดการเงินจึงมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. 2558 เป็นอย่างเร็ว อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสัญญาณเศรษฐกิจในอนาคต
หากเฟดทอดเวลาการขึ้นดอกเบี้ยออกไป จะเปิดช่องให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอื่นมีเวลาฟื้นตัวมากขึ้น ตลาดจะตอบรับเชิงบวก
ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญอื่นยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงิน นำโดยยุโรป ญี่ปุ่น จีน ในส่วนของอีซีบีส่งสัญญาณเร่งซื้อพันธบัตร (QE) ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. สภาพคล่องในระบบการเงินโลกจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดกันไป อย่างไรก็ดี ปัญหาหนี้กรีซอาจสร้างความผันผวนในช่วงปลายเดือนนี้-ต้นเดือน มิ.ย. แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบจำกัดต่อบ้านเรา
ด้านสภาพคล่องในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์สูง แม้กระแสเงินทุนจะไหลออกบ้าง แต่ “น้ำมันถูก” ช่วยให้ไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 แสนล้านบาท ในปีนี้ จะช่วยเติมสภาพคล่องเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทย
อัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำผิดปกติเป็นเวลานาน ทำให้เงินทุนส่วนหนึ่งถูกโยกเข้าตลาดหุ้น โดยเฉพาะในหุ้นปันผล ค่าพี/อีตลาดหุ้นไทยที่ใช้ประมาณการกำไรปี 2558 อยู่ที่ราว 16 เท่า ถือว่าไม่ถูกเมื่อเทียบกับของตลาดหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ราว 13 เท่าต้นๆ ตลาดหุ้นไทยจึงให้ผลตอบแทนด้อยกว่าตลาดเพื่อนบ้านในช่วง 6 เดือนที่่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี สภาพคล่องท่วมทั้งในและต่างประเทศจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง ดัชนีหุ้นไทยจึงมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบกว้างๆ เพื่อรอปัจจัยกระตุ้นตลาดใหม่ๆ ระหว่างนี้จึงต้องใช้กลยุทธ์ “ขึ้นขาย ลงซื้อ” ตามแนวต้าน แนวรับหลักๆ
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







