
ร้องกมธ.พลังงานถูกลอยแพโครงการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์
ผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวล-ชีวภาพเตรียมร่อนหนังสือร้องกรรมาธิการพลังงาน หลังรัฐลอยแพโครงการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ กระทบเกษตรกรผู้ปลูกหญ้า
ผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวล-ชีวภาพเตรียมร่อนหนังสือร้องกรรมาธิการพลังงาน หลังรัฐลอยแพโครงการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ กระทบเกษตรกรผู้ปลูกหญ้า
นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทยูเอซี โกลบอล เปิดเผยว่า กลุ่มพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการพลังงาน ถึงผลกระทบที่ได้รับจากนโยบายกระทรวงพลังงานที่ได้ระงับโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ รวมถึงความไม่ชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวภาพและชีวมวล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกของกลุ่มพลังงานคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดของปัญหาต่างๆภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ก่อนนำเสนอไปยังคณะกรรมาธิการฯ
ทั้งนี้ภายหลังรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหาร ได้สั่งยกเลิกโครงการศึกษา วิจัย ต้นแบบวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน แม้จะมีการลงนามกับผู้ประกอบการเอกชนจำนวน 10 รายภายใต้โครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ไปแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เพาะปลูกหญ้า เนื่องจากบางรายได้มีการซื้อที่ดินเพื่อเตรียมปลูกหญ้าไว้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีโครงการอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะกำหนดวันจ่ายไฟเข้าระบบ(COD) ได้เมื่อใดแน่ จึงต้องการให้รัฐมีความชัดเจนถึงนโยบายดังกล่าวโดยเร็ว
"ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่างๆ อยู่คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์คงจะเสร็จซึ่งจะนำไปยื่นกับกรรมาธิการพลังงาน ให้ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจาก 2 ส่วนคือกรณีแรกการที่กระทรวงพลังงานยกเลิกโครงการนำร่องการผลิตไฟฟ้าจาหญ้าเนเปียร์ 10 โครงการและส่วนที่สองการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เนื่องจาดทั้ง2ประเด็น ต้องหยุดชะงักไป ทั้งๆที่เป็นนโยบายที่เกิดจากการสนับสนุนของภาค รัฐเอง หลังจากนี้จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อ"นายกิตติ กล่าว
อย่างไรก็ตามแม้ทางกระทรวงพลังงานจะมีการบรรจุนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากหญ้าเนเปียร์ไว้ในแผนพลังงานทดแทน โดยกำหนดอัตรารับซื้อแบบสะท้อนต้นทุนหรือ Feed in Tariff ที่ระดับ 5.80 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นอัตราที่จูงใจก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใหม่จะต้องรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรคกูเลเตอร์) พิจารณาสรุปโครงการค้างท่อก่อน รวมถึงการประกาศเงื่อนไขการจัดโซนนิ่งพื้นที่และระบบส่งเพื่อใช้วิธีเปิดประมูลรับซื้อหรือ Bidding ซึ่งเดิมกำหนดจะเสร็จเดือนมี.ค. และได้เลื่อนออกไปเป็นเดือนมิ.ย.-ก.ค.58 ซึ่งเอกชนเองต้องการให้รัฐดำเนินการให้ได้ตามกรอบระยะเวลาดังกล่าวเพื่อให้ผลกระทบเกิดน้อยที่สุด
นายกิตติกล่าวว่า บริษัทยูเอซี เป็น1ใน10 บริษัทที่ถูกยกเลิกโครงการ ซึ่งไดัรับผลกระทบจากการยกเลิกโครงการ เพราะเดิมมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าผลิตจากหญ้าเนเปียร์ ขนาด 1 เมกะวัตต์ ที่จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากมีการลงทุนจองที่ดิน รวมถึงต้อยกเลิกสัญญาซื้อหญ้าเนเปียร์จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อ.ศรีไศล จ.ศรีสะเกษ นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท.เทพประทาน จำนวน 2 โรงกำลังผลิตรวม 3 เมกะวัตต์ ลงทุน 300 ล้านบาทที่จ.ขอนแก่น ขณะนี้อยู่หว่างก่อสร้างคาดว่าจะเสร็จประมาณต.ค.58 แต่ยังไม่สามารถกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้
สำหรับประเด็นที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือการกำหนดโซนนิ่งระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งกรณีของหญ้าเนเปียร์ จะต้ องกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจนเพื่อไมให้ไปเบียดเบียนพื้นที่การปลูกพืชบริโภค และไม่ควรใช้รูปแบบของการเปิดประมูลเนื่องจากการผลิตไฟฟ้าแต่ควรมองถึงความพร้อมในการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะต้องมีพื้นที่ปลูหญ้าให้พร้อมด้วย
นายกิตติ กล่าวถึงแผนการลงทุนของบริษัทเฉลี่ยจะลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปีโดยแผนปี 2559 จะยังคงมองไปที่การผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์เนื่องจากเห็นว่าระบบ FiT มีความเหมาะสมแต่ทั้งนี้ก็คงจะต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่สายส่งที่จะรองรับ ขณะนี้ยังมองไปที่การพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะโดยเร็วๆ นี้จะมีการลงนามการพัฒนา โดยมองไปยังพื้นที่ภาคกลางและอีสาน ซึ่งจะพัฒนาโรงไฟฟ้าจากขยะ 2 แห่งใช้ขยะปริมาณ 250-300 ตันต่อวัน







