
ทายาทกลุ่มรร.แม่น้ำ ต่อยอดสู่ธุรกิจอสังหาฯ
หากจะเอ่ยถึงกลุ่มบุกเบิกโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเจริญกรุง ก็คงต้องนึกถึงโรงแรมรามาดา พลาซ่า แม่น้ำริเวอร์ไซด์ ซึ่งถือเป็นโรงแรมกลุ่มแรกๆ ในแถบนี้และกำลังแตกแขนงมุ่งสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยดึงทายาทรุ่นใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนต่อยอดธุรกิจ
หากจะเอ่ยถึงกลุ่มบุกเบิกโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเจริญกรุง ก็คงต้องนึกถึงโรงแรมรามาดา พลาซ่า แม่น้ำริเวอร์ไซด์ ซึ่งถือเป็นโรงแรมกลุ่มแรกๆ ในแถบนี้และกำลังแตกแขนงมุ่งสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยดึงทายาทรุ่นใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนต่อยอดธุรกิจ
โชติกา ตั้งสิน ผู้ช่วยผู้บริหาร โครงการแม่น้ำเรสซิเดนท์ เซอร์วิส คอนโดมิเนียม เป็นหนึ่งในทายาทของ เดชา ตั้งสิน ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท แม่น้ำ เรสซิเดนท์ ได้เข้ามาช่วยดูแลโครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มโรงแรมแม่น้ำ โดยเริ่มเข้ามาช่วยงานตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีก่อนจะไปศึกษาต่อปริญญาโท เพิ่มเติมและกลับมาช่วยงานอีกครั้ง รวมเวลาที่ทำงานกับโครงการแม่น้ำเรสซิเดนท์ เซอร์วิส คอนโด มิเนียม มาแล้ว 2 ปี
ในช่วงเริ่มต้นโครงการแม่น้ำเรสซิเดนท์ เซอร์วิส คอนโดมิเนียม ก็เหมือนเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ ตั้งแต่การหาซื้อที่ดิน เลือกผู้รับเหมา เข้ามาวางระบบสำนักงานขาย จึงได้เรียนรู้ในทุกส่วนงานของบริษัท ก่อนที่จะจ้างบริษัทภายนอก (เอาต์ ซอร์ส) ให้เข้ามาดูแลงานส่วนต่างๆ เช่น ทีมออกแบบภายใน ทีมประชา สัมพันธ์ เป็นต้น ดังนั้นหน้าที่สำคัญที่มีคือเป็นตัวแทนผู้พัฒนาอสังหา ริมทรัพย์ เป็นผู้ประสานงานให้เนื้องานทุกส่วนเชื่อมกันได้ และออกความคิดเห็นเพื่อใช้ปรับปรุงแนวทางการทำโครงการให้ดีขึ้น
ความท้าทายของการทำงานนี้คือ เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีแต่ต้องมารับผิดชอบบริหารงานระดับสูง พูดคุยงานกับคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการประสานงาน การเข้ากับคนอื่นให้ได้ ถือเป็นแรงกดดันที่สูงมาก เพราะโครงการนี้มีมูลค่าถึง 4,000 ล้านบาท การตัดสินใจทุกอย่างจึงมีความสำคัญมาก
“การประสานงานกับเอาต์ซอร์สและประสานงานกับหน่วยงานภายนอกทำให้ได้เรียนรู้ว่า ต้องทำตัวให้ดูโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ต้องทำให้ได้เกือบทุกอย่าง แม้งานบางอย่างจะไม่ใช่งานที่อยากทำ แต่ก็ต้องทำ” โชติกา กล่าว
โชติกา ยอมรับว่า การทำงานกับครอบครัวทำให้เกิดปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ อยู่ที่สำนักงานก็ทำงานกับครอบครัว กลับถึงบ้านเจอหน้าคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย ก็พูดคุยปรึกษาเรื่องงานด้วย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสมดุลของการใช้ชีวิตกับการทำงานเกิดความเครียด ไม่สามารถแยกเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัวออกจากกันได้ แต่ในที่สุดก็แก้ปัญหานี้ได้ด้วยการตัดสินใจใช้ชีวิตแบบแบ่งเวลาว่า จะทำงานแค่ช่วงเวลาไหน เมื่อจบช่วงเวลานั้นแล้วกลับมาบ้าน หากมีการพูดคุยอะไรเรื่องงาน ก็จดข้อมูลเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยทำต่อในวันถัดไป
นอกจากนี้ ก็ต้องยอมรับว่าการทำงานย่อมมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง ถูกตำหนิบ้าง และคนที่ทำงานด้วยก็เป็นทั้งพ่อ ญาติ และเป็นทั้งเจ้านาย แบ่งแยกความสัมพันธ์ชัดเจนไม่ได้ บางครั้งจึงต้องปล่อยวาง คิดว่างานก็ส่วนงาน ครอบครัวก็ส่วนครอบครัว ต้องแยกให้ออก ไม่เก็บเรื่องที่ถูกตำหนิในการทำงานมาเป็นอารมณ์ ส่วนการแบ่งงานกับพี่ชายนั้น ก็แบ่งกันชัดเจน โดยพี่ชายจะดูแลด้านการก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุ ส่วนตัวเองจะดูเรื่องการเงิน การตลาด ดูแลลูกค้า
สำหรับโครงการดังกล่าวจะเน้นในเรื่องการให้บริการ โดยนำจุดแข็งและประสบการณ์จากการทำธุรกิจโรงแรมที่ต้องบริการคนจำนวนมากมาใช้สร้างจุดเด่นให้กับโครงการ ไม่ใช่ขายห้องไปแล้วจบ แต่จะมีกิจกรรมเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าต่อเนื่อง เช่น ออกจดหมายข่าวให้ลูกค้าตอบแบบสอบถามแล้วมารับบัตรกำนัล เชิญลูกค้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น เพราะเชื่อว่าหากรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีจะได้ประโยชน์ ในช่วงที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ลูกค้าจะได้พร้อมโอนง่ายขึ้น
โชติกา กล่าวอีกว่า ไม่ได้มีความฝันว่าจะทำธุรกิจอะไรเอง สิ่งที่ทำทุกวันนี้คือเพราะคำนึงเสมอว่าต้องมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ สำหรับคนอื่นอาจจะออกไปทำงานหาเงินกับบริษัทข้างนอกแล้วนำเงินที่ได้ส่งให้ที่บ้าน แต่สำหรับตัวเองแล้ว พ่อแม่อยากให้ช่วยเหลือธุรกิจครอบครัว เราก็ต้องช่วยเท่าที่ทำได้ อาจไม่ได้หาเงินเลี้ยงพ่อแม่ แต่อย่างน้อยก็เชื่อว่าการเข้ามาช่วยงานบริษัทเช่นนี้ก็ทำให้พ่อแม่มีความสุขได้ ซึ่งหลังจบโครงการแม่น้ำ เรสซิเดนท์ ก็คงจะช่วยโครงการอสังหา ริมทรัพย์ของครอบครัวต่อไป
อย่างไรก็ตาม คนที่จะช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวคงไม่ได้คิด แค่ครอบครัวอยากให้เข้ามาทำงานก็จะทำได้เลย ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ต้องเก่งพอที่จะเข้าไปทำ ช่วยพัฒนาต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่ได้ พร้อมพัฒนาตัวเอง อย่าคิดว่าไปทำเพราะเป็นงานครอบครัวทำตัวสบายๆ ได้ ต้องนำเทคนิคที่คนรุ่นใหม่เรียนรู้ไปปรับใช้กับธุรกิจครอบครัวให้ ดีขึ้น
“สิ่งที่เราเข้ามาช่วยครอบครัวดูแลในวันนี้ เทียบกันไม่ได้กับรุ่นพ่อที่ลำบากมามาก ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่ ไม่ใช่มีเงินก็ใช้ไปกับของสิ่งของฟุ่มเฟือย พ่อสอนเสมอว่าของฟุ่มเฟือยทั้งหลายเป็นของ
นอกกาย ไม่ยึดติดกับวัตถุ เราก็ซึมซับมา เราหาได้เท่าไหร่ เราก็ใช้เงินเฉพาะที่ตัวเองหาได้” โชติกา กล่าว
ก้าวย่างของกลุ่มโรงแรมแม่น้ำที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจใหม่ด้วยมือคนรุ่นใหม่ที่ถูกบ่มเพาะจากธุรกิจครอบครัวสู่ความเป็นมืออาชีพนั้นน่าจับตายิ่ง







