
เคล็ดลับเถ้าแก่ 'สตรีท ฟู้ด' ยกระดับอาหารรถเข็นขึ้นห้าง
มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีวัฒนธรรมด้านอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะรสชาติอาหารรถเข็นหรือแผงลอยริมถนน อันเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดทั้งชาวเสือเหลืองและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาลิ้มลองอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อเหล่านี้
มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีวัฒนธรรมด้านอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะรสชาติอาหารรถเข็นหรือแผงลอยริมถนน อันเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดทั้งชาวเสือเหลืองและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาลิ้มลองอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อเหล่านี้
เมื่ออาหารริมทาง “สตรีท ฟู้ด” ได้รับความนิยม ผู้ประกอบการอาหารแผงลอยรายย่อยหลายราย จึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ ที่สะดวกและง่ายในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เพื่อต่อยอดพัฒนาธุรกิจขยายสินค้าออกไปสู่ตลาดอย่างทั่วถึง ห้างสรรพสินค้าจึงเป็นทางเลือกหลักในการยกพลรถเข็นเข้าสู่สมรภูมิการค้าแห่งใหม่
เดอะ สตาร์ ออนไลน์ สื่อด้านธุรกิจของมาเลเซียจึงอาสาล้วงความลับเจ้าของร้านอาหารรถเข็นชื่อดัง 2 ราย ถึงเคล็ดลับที่ประสบความสำเร็จในการจำหน่ายอาหาร “สตรีท ฟู้ด” ในห้างสรรพสินค้ามาเลเซียและสามารถสยายปีกธุรกิจออกไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เปาะเปี๊ยะกรอบสไตล์มาเลย์
“ซิสเตอร์ส คริสปี เปาะเปี๊ยะ” ของพี่น้องตระกูลลิม หนึ่งในผู้บุกเบิกกรุยทางนำอาหารรถเข็นข้างถนนที่เรียบง่ายแต่อร่อย เข้ามาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเป็นกลุ่มแรกๆ ด้วยสูตรเด็ดที่ส่งต่อจากรุ่นคุณยายสู่รุ่นหลาน
สเตฟานี ลิม เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของ “ซิสเตอร์ส คริสปี เปาะเปี๊ยะ” ว่า เดิมตัวเองขายเปาะเปี๊ยะบนรถเข็นอยู่ในตลาดอิมบิ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตั้งแต่ปี 2001 จนกระทั่งเธเรซา พี่สาวคนโตของตระกูลลิม ชักชวนให้ทดลองขยายตลาดสู่ห้างสรรพสินค้า
ด้วยเงินลงทุนราว 2 หมื่นริงกิต (ประมาณ 2 แสนบาท) จากการร่วมหุ้นของ 3 พี่น้อง ร้านขายอาหารเล็กๆ ร้านแรกจึงเริ่มเปิดจำหน่ายเปาะเปี๊ยะสูตรคุณยายภายในห้างมิด วัลเลย์ เมกะมอลล์ ในปี 2003 ซึ่งได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย แม้ต้องแข่งขันกับร้านอาหารแบรนด์ดังจากต่างชาติก็ตาม
อย่างไรก็ดี ราคาอาหารที่สูงกว่าร้านริมถนนถือเป็นความท้าทายสำคัญของการจำหน่ายเปาะเปี๊ยะในห้างสรรพสินค้าในช่วงแรก เนื่องจากลูกค้าต้องจ่ายค่าเปาะเปี๊ยะแพงกว่าปกติราว 1.30 ริงกิต (ประมาณ 13 บาท) “เราใช้วัตถุดิบอย่างดีและคำนึงถึงคุณภาพของอาหาร ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเปาะเปี๊ยะของเรา” เธเรซา กล่าว
ปัจจุบันธุรกิจ “ซิสเตอร์สคริสปี เปาะเปี๊ยะ” ขยายร้านออกไปถึง 20 สาขาทั่วมาเลเซีย หลังจากตั้งโรงงานผลิตหรือครัวกลางขึ้นในเมืองเชอราส เพื่อเตรียมส่วนผสมหลักสำหรับส่งไปยังร้านอาหารต่างๆ
นอกจากนี้ ซิสเตอร์ส คริสปี เปาะเปี๊ยะ ยังสยายปีกธุรกิจผ่าน ระบบแฟรนไชส์ทั้งในรูปแบบร้านอาหารและรถเข็นขายอาหารไปไกลถึงอินโดนีเซีย และวางแผนจะบุกตลาดออสเตรเลียและยุโรปในอนาคตอีกด้วย
สำหรับเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจนั้น พี่สาวคนโตแห่งตระกูลลิมมั่นใจว่ามาจากทีมเวิร์ก “จุดแข็งของเราก็คือผู้ร่วมธุรกิจที่เชี่ยวชาญในพื้นที่และสามารถบริหารจัดการงานในส่วนของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้เราดำเนินธุรกิจมาได้อย่างยั่งยืนเป็นเวลาหลายปี” เธเรซาสรุป
ราชาหอยทอด “ออยสเตอร์ คิง”
“ออยสเตอร์ คิง” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจร้านอาหารประเภทสตรีท ฟู้ด ที่ตัดสินใจนำหอยนางรมทอดเลิศรสและอาหารว่างขึ้นชื่ออื่นๆ ในร้านเข้ามาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า โดยแครอลและโจแอน ลี สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง “ออยสเตอร์ คิง” กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการขยายกิจการว่า “เราเริ่มต้นร้านอาหารริมทางเล็กๆ 3 แห่ง ในปี 2008 ในตลาดโต้รุ่งแห่งหนึ่งซึ่งขายดีมาก มีลูกค้ามาอุดหนุนแน่นทุกวัน ปีต่อมาเราจึงตัดสินใจเปิดร้านในห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในมิด วัลเลย์ ด้วยเงินลงทุนก้อนใหญ่รวมกันถึง 1 แสนริงกิต (ราว 1 ล้านบาท)”
ช่วงเริ่มต้นกิจการในห้างสรรพสินค้า สองพี่น้องตระกูลลีต้องลงมือปรุงและเสิร์ฟอาหารเองทุกจาน เพื่อให้ได้รสชาติคงที่และมั่นใจว่าลูกค้าพอใจในการบริการ จนกระทั่งสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี อีกทั้งยังขยายสาขาไปยังห้างอื่นๆ อีกถึง 6 สาขาในเวลาต่อมา
เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว การรักษามาตรฐานทั้งด้านคุณภาพวัตถุดิบและรสชาติอาหารทุกจานจึงเป็นสิ่งท้าทายสำคัญของ “ออยสเตอร์ คิง” ซึ่งโจแอนหนึ่งในเจ้าของร้านอธิบายวิธีการรักษาความเชื่อมั่นในเรื่องดังกล่าวว่า “เราจะสั่งหอยนางรมสดใหม่ทุกวันจากทั้งผู้ส่งสินค้าในท้องถิ่นและบางส่วนจากประเทศไทย โดยเก็บรักษาในห้องควบคุมความเย็นไม่เกิน 3 วัน นอกจากนี้เรายังกำหนดจำนวนหอยนางรมในแต่ละจานให้เท่ากัน เพื่อรักษาความพึงพอใจของลูกค้า”
นอกจากมาตรฐานสินค้าแล้ว ระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม รวมถึงการฝึกอบรมและการสื่อสารกับพนักงานก็เป็นเรื่องสำคัญที่สองพี่น้องตระกูลลี เจ้าของกิจการหอยนางรมทอดให้ความใส่ใจ “ส่วนผสมเราควบคุมได้ แต่ความหลงใหลในการให้บริการและปรุงอาหารของพนักงาน เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้อาหารทุกจานออกมาดีที่สุด” โจแอน ลี อธิบายเพิ่มเติม
หลังดำเนินกิจการมากว่า 5 ปี แครอลและโจแอน ลี ก็ตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่จะปรับแบรนด์ “ออย สเตอร์ คิง” เพื่อรักษาลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงด้วยการจำหน่ายอาหารว่างๆ รับประทานง่ายอื่นๆ เป็นเมนูเสริม โดยยังคงรายการหอยนางรมทอดเป็นอาหารจานหลัก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า
สองผู้ก่อตั้ง “ออยสเตอร์ คิง” สรุปส่งท้ายว่า วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในสินค้าของตัวเอง ผนวกกับความเพียรและความรักในสิ่งที่ทำ เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ







