
ไทยกับสิ่งแวดล้อมอาเซียน
โดย...วิมล ปั้นคง
โดย...วิมล ปั้นคง
ITD ได้ศึกษาวิจัยเรื่องมิติด้านสิ่งแวดล้อมในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ความตกลง TPP) และความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตหากไทยลงนามความตกลงดังกล่าวจะมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ต้องให้ความสำคัญและควรเตรียมการรองรับ เนื่องจาก
ผู้ประกอบการไทยนำเข้าปัจจัยการผลิตขั้นต้นและขั้นกลางจากประเทศเพื่อนบ้านมาผลิตและส่งออกมากขึ้น แต่ประเทศเพื่อนบ้านมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน การนำเข้าปัจจัยการผลิตนั้นจะทำให้เกิดต้นทุนในการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการไทย
การส่งสินค้าไปยังประเทศสมาชิกความตกลง TPP และประเทศสหภาพยุโรป อาจจะมีประเด็นการสืบทวนวัตถุดิบ การคำนวณ Ecological Footprint และมีการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและสัตว์ รวมทั้งมาตรการด้านเทคนิคที่เข้มงวดครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการพิพาทกรณีการผลิตภายใต้ AEC ได้ โดยเฉพาะกรณีการนำเข้าปัจจัยการผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน
เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว ไทยควรมีบทบาทนำในมิติด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน เนื่องจากไทยถือเป็นประเทศที่มีประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับ สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา
ไทยควรมีบทบาทผลักดันการกำหนดความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมให้ขยายขอบเขตกว้างมากขึ้นจากเดิมที่เน้นเฉพาะด้านประมงและป่าไม้ รวมทั้งกำหนดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบหน่วยงานกลางระดับประเทศให้มีความชัดเจนในการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับภาคเอกชนไทยที่ประสงค์จะลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ต้องตระหนักถึงความสำคัญของมิติด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบและการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมของแต่ละประเทศ พัฒนาความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องปฏิบัติของแต่ละประเทศ ภายใต้ความตระหนักว่าการพัฒนาสู่สังคมสีเขียวต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน







