
หมดเงิน แต่มีปัญญา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
ในวันนี้ผมขอเผยแพร่บทความของนักต่อสู้กับสังขารของชีวิตผู้หนึ่งซึ่งป่วยแสนสาหัสจาก “โรคเส้นเลือดฝอยในสมองแตก” (Stroke) แต่เขาไม่ย่อท้อต่อสังขารและชะตาชีวิตเลย และยังคงสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต่อชีวิตและจรรโลงใจด้วยการค้นหา “ความสุข” ให้กับชีวิตที่ยังต้องดำเนินต่อไป
อย่างน้อยผมก็มีบทบาทในฐานะนักเล่าเรื่องของผู้ที่มีประสบ การณ์เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายเดียวกัน โดยฉายภาพผู้ซึ่งท้าทายอย่างมากกับการแบกสังขารวัย 50 ปี ด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยแต่ไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิต และนำไปสู่ความฝันที่ต้องทำเพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่ค้นพบความสุขตามฝันให้ได้
คุณสมชาย พงศ์ปิยะไพบูลย์ หรือ “ลุงติ๊ก” ที่ชาวบ้านแถวๆ ป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รู้จักกันดี ในเว็บบล็อก “Happy Farm” ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดฝอยในสมองแตกด้วยอาการเฉียบพลัน จากคนที่เคยปกติแต่ต้องมาจมปลักอุดอู้อยู่กับชีวิต ที่ไม่ปกติ เสียสมดุลทั้งสมาธิ จิตใจและร่างกายทรมานจากอาการป่วย เคยทำงานได้คล่องแคล่วก็ต้องสูญเสียไป แม้ว่ามีแต่เสียงเชียร์ที่คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เสมอ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว จะเหลือเพียงตัวคนที่ป่วยเป็น Stroke เท่านั้นที่ล่วงรู้ถึงอาการที่แท้จริง
เมื่อวันเสาร์ที่ 8 มิ.ย. 2556 วันแรกที่ได้เริ่มส่งนมโคให้กับสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ เป็น “วันเริ่มต้นชีวิตใหม่” อีกครั้งหลังจากล้มป่วยส่งผลกระทบต่อ การใช้ชีวิตอย่างมากเพราะเดินไม่ได้ มือขวาใช้งานไม่ได้กว่า 192 วันที่ ต้องฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยอาชีพรีดนมโค แม้ว่า ยังคงชาผิวหนังอยู่ คงจะเป็นกำลังใจ ให้กับผู้ป่วยรายอื่นๆ ให้ลุกขึ้นมาสู้ ให้มีพลังใจการออกกำลังกาย ฟื้นฟูร่างกาย สวดมนต์ นั่งสมาธิเพื่อขจัดอาการเครียดทางจิตใจและเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการกลับมาใช้ชีวิตได้ ดังเดิมเสมือนตายแล้วเกิดใหม่
ลุงติ๊ก เล่าว่า “การฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจจะทำให้หายป่วยเร็วขึ้น” ช่วงเวลาที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลก็จะเห็นคนป่วยจำนวนมากที่นอนรักษาตัวจากอาการหลอดเลือดในสมองแตกที่เศร้าหมอง ซึมเศร้า เกิดอาการท้อแท้อยู่เป็นประจำ แต่ลุงติ๊กใช้เวลาปีครึ่งทำฟาร์มรีดนมโดยทำงานคนเดียว แม้ภาพรวมจะมีความสุขและสนุกกับการทำงาน แต่ตอนที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ามากๆ ก็ทำให้จมอยู่ในห้วงแห่งความรู้สึกนึกคิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ทุกวันจนจิตใจเริ่มเศร้าหมอง
แต่ในที่สุด “สติ” ก็เข้ามาช่วยทำให้หลุดพ้นจากห้วงความรู้สึกเศร้าหมอง คุณลุงติ๊กค้นพบว่า กำลังใจเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นยาวิเศษที่สุดที่คนรอบข้างจะมอบให้ยามวิกฤตของชีวิต ดังนั้นคนที่อยู่เคียงข้างก็จะต้องอดทนดูแลเอาใจใส่ ผู้ป่วยเป็นพิเศษ “การถนอมน้ำใจคำพูดก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด” โดยเฉพาะคุณพ่อ เพียงแค่พ่อลูบขาแล้วถามว่า “รู้สึกมั้ย?” แค่นี้ก็รู้สึกตื้นตันใจจนแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังใจที่จะต้องกลับมาเดินให้ได้อีกครั้ง
อย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง และอย่ายอมพ่ายแพ้ จงสร้างพลังใจเพื่อการเริ่มต้นก้าวเดินให้ได้อีกครั้ง “หมดแรง หมดเงิน แต่ไม่หมดปัญญา” ลุงติ๊ก กล่าวทิ้งท้าย







