
อาหารฮึดสู้กำลังซื้อซบ ลงทุนเพิ่ม-บุกในนอก
จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากกำลังซื้อซบเซา โดยเฉพาะกำลังซื้อรากหญ้า แม้ธุรกิจอาหารจะเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็ได้รับผลกระทบไปด้วย และส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารต้องเร่งเครื่องทำตลาดในครึ่งปีหลัง เพื่อให้ยอดขายทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมาย
จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากกำลังซื้อซบเซา โดยเฉพาะกำลังซื้อรากหญ้า แม้ธุรกิจอาหารจะเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็ได้รับผลกระทบไปด้วย และส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารต้องเร่งเครื่องทำตลาดในครึ่งปีหลัง เพื่อให้ยอดขายทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมาย
วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเบทาโกร กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เห็นได้จากราคาไข่ไก่ที่มีทิศทางดีขึ้น อีกทั้งไตรมาส 3-4 มีเทศกาลกระตุ้นการจับจ่าย ทำให้เชื่อว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกระเตื้องขึ้น อีกทั้งการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะส่งผลให้ต่างชาติทั้งญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เพราะมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสมของเออีซี ซึ่งเบทาโกรก็มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเจรจาเพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกันด้วยโดยเฉพาะญี่ปุ่น
สำหรับปีนี้บริษัทยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องปีละ 4,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ ทั้งธุรกิจเดิมด้านอาหารสด อาหารแปรรูปและอาหารสัตว์ การขยายไลน์สินค้าใหม่ อาทิ ไส้กรอกโลว์แฟต การขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่มร้านอาหารที่จะมีเพิ่มอีก 2 แบรนด์ในปีนี้ จากปัจจุบันมี 5 แบรนด์ รวมทั้งเพิ่มตลาดส่งออกไปสิงคโปร์และฮ่องกง ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 14% จาก 8.6 หมื่นล้านบาท ปี 2557 เป็น 9.1 หมื่นล้านบาท
ทวี ปิยะพัฒนา ประธานบริษัท พี.เอฟ.พี.เทรดดิ้ง เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง ว่า เตรียมงบลงทุน 300-500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรในโรงงาน จ.สงขลา และอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศเพื่อร่วมทุนก่อตั้งโรงงานแปรรูปอาหารทะเลในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งจะรองรับการเปิดเออีซี
การลงทุนเพิ่มเครื่องจักรดังกล่าว เพื่อทดแทนแรงงานคนโดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ซึ่งหลังปรับปรุงแล้วคาดว่าจะลดจำนวนแรงงานได้ประมาณ 20% จากปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าว 800 คน ส่วนโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านนั้น คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้าเริ่มจากเวียดนาม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและปัญหาวัตถุดิบ
ด้านธุรกิจขนมขบเคี้ยวก็เร่งขยายไลน์สินค้าใหม่และเพิ่มช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ เพื่อผลักดันรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดย วิทวัส พลไพศาล รองประธานกรรมการ บริษัท เฮอริเทจ แอนด์ ฟู้ดส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วและผลไม้
อบแห้ง กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจ 5 เดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่าเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศและกำลังซื้อผู้บริโภคยังอยู่ในภาวะชะลอตัว
จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้เฮอริเทจฯ ต้องออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจ ด้วยการขยายช่องทางการจำหน่าย ควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งครึ่งปีหลังนี้มีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่ 5 รายการ เป็นแบรนด์ใหม่ 2 รายการ และแบรนด์สินค้าเก่าเปิดตัวรสชาติใหม่ 3 รายการ
หลังจากเดินหน้ารุกขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ 30% ส่วนภาพรวมผลประกอบการในปีที่ผ่านมา มีรายได้อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 50-60% และต่างประเทศ 40-50%
อิทธิพันธ์ พีระเดชาพันธ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ด แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ก็เริ่มมีผลประกอบการที่ดี รวมถึงการท่องเที่ยวก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน
แนวโน้มที่ดีดังกล่าวเชื่อว่าจะส่งผลให้ภาพรวมตลาดขนมขบเคี้ยวสิ้นปีนี้เติบโตได้ 10% สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่เติบโตเพียง 3% ขณะที่บริษัทเองยังเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายช่องทางตลาดใหม่ๆ และเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอีก 1 รายการปีนี้
“ตลาดหลักที่จะเน้นเป็นพิเศษตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป คือ อาเซียน เพราะยังมีอัตราการบริโภคสาหร่ายเพียง 1 แผ่น/ปี น้อยกว่าคนไทยที่บริโภคสาหร่าย 5 แผ่น/ปี พร้อมขยายตลาดอเมริกาและยุโรปควบคู่ไปด้วย โดยสิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้ตามเป้าหมายที่ 3,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาท”







