
หอการค้าคาดจีดีพีเอสเอ็มอีปี58โต 2.8 %
ม.หอการค้าไทยเผย 4 สัญญาณน่าห่วงสะท้อนดัชนีสุขภาพและความสามารถการแข่งขันยังคาบเส้น หวังฟื้นตัวครึ่งปีหลังตามภาวะเศรษฐกิจ พร้อมคาดจีดีพีเอสเอ็มอีปีนี้โต 2.8 %
ม.หอการค้าไทยเผย 4 สัญญาณน่าห่วงสะท้อนดัชนีสุขภาพและความสามารถการแข่งขันยังคาบเส้น หวังฟื้นตัวครึ่งปีหลังตามภาวะเศรษฐกิจ พร้อมคาดจีดีพีเอสเอ็มอีปีนี้โต 2.8 %
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาสที่1/2558 จากทั้งหมด 1,400 ตัวอย่าง พบว่า ในไตรมาสแรกปีนี้มี 4 สัญญาณที่น่าห่วงต่อสถานการณ์ของเอสเอ็มอี ซึ่งสะท้อนผ่านค่าดัชนีสุขภาพเอสเอ็มอีที่อยู่ 47.6 ลดลงจากช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน 1.4 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ยังต่ำกว่า 50 เช่นเดียวกับดัชนีความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับคาบเส้นที่ 50.0 รวมถึงดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจและดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจที่อยู่ระดับ 51 โดยธุรกิจที่อยู่ในภาคการผลิตมีแนวโน้มแน่ในทุกค่าดัชนี ขณะที่ภาคบริการและการค้ายังพอไปได้ตามภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น
สำหรับ 4 สัญญาณที่สะท้อนสุขภาพเอสเอ็มอีในไตรมาสแรกคือ 1.ยอดขายและรายได้มีแนวโน้มลดต่ำลง โดย 38% มองว่าลดลง 42.1% บอกว่าคงที่ และมีเพียง 19.9% ที่บอกว่ามีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งนี้ส่วนใหญ่ 53.8% มองว่า หากยอดขายทั้งปีนี้จะโตขึ้นก็จะขยายตัวอยู่ในระดับ 0-5%
สัญญาณที่ 2.คือ ปัญหาขาดสภาพคล่องมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในจำนวนนี้ 31.6% มองว่าจะมีแนวโน้มแย่ลงอีก และมีเอสเอ็มอีที่เจอปัญหาขาดสภาพคล่องเคยขาดส่งเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ถึง 20.3% 3.ภาระหนี้สินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และ4.ยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ทั้งนี้เมื่อถามถึงธุรกิจว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือไม่ 68% ของกลุ่มตัวอย่างเอสเอ็มอีตอบว่า ได้รับผลกระทบ แต่ส่วนใหญ่กว่า 50% ยังหวังว่าธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่ยังไม่มีแผนที่จะลงทุนเพิ่มมากนัก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า คาดว่าจีดีพีเอสเอ็มอีปีนี้จะขยายตัว 2.8% หรือมีมูลค่า 4.5 ล้านล้านบาท ซึ่งการฟื้นตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าจะโตในระดับ 3% แต่ยังหวังว่าหากรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจทีีดีก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตมากกว่า 4%ได้ และจะเริ่มเห็นแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง
"ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีอยู่ในช่วงถดถอย มีการกู้หนี้ ยืมสิน และยังไม่รับรู้ว่ามีรายได้เข้ามา แต่พอไตรมาส2เอสเอ็มอีจะค่อยๆ โตขึ้น และเริ่มยิ้มรับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้รับจากนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การสนัยสรุนสินเชื่อให้เอสเอ็มอี นาโนไฟแนนซ์ และการปรับปรุงโครงสร้างภาษี เป็นต้น" นายธนวรีธน์ กล่าว
ขณะเดียวกันการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ก็เป็นอีกแนวนโยบายที่จะมาช่วยเอสเอ็มอี เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ดี คาดว่า หากทุกธนาคารลดอัตราดอกเบี้ยลงหมดอย่างต่ำ 0.1% ก็สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการได้แล้ว 1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนกล้าตัดสินใจซื้อของ และรูดบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถกระตุกเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้อีกอย่างน้อย 0.2-0.3%
บรรยายภาพ ธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย







