
กฟผ.หยั่งกระแส ลุยไซต์งาน 'โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่'
แม้ว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังการผลิต 8,701 เมกะวัตต์ และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
แม้ว่าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังการผลิต 8,701 เมกะวัตต์ และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ใน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา ก่อนเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
แต่การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้คงไม่ง่ายดายนัก เพราะมีเสียงคัดค้านจากบางกลุ่มทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ที่เห็นว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน การประมง และการท่องเที่ยว
ล่าสุด สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. ลงพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และปรากฏว่ามีเสียงคัดค้านอยู่เช่นเดิม
“การลงพื้นที่พบปะกับชาวบ้านล่าสุดที่บ้านคลองรั้ว ยังมีเสียงคัดค้านไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ.ชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่โดยตลอด เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ขยายตัวปีละ 4% แต่กำลังผลิตไฟฟ้าไม่ได้ขยายตัวตาม ดังนั้น หากไม่มีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่มารองรับ ก็จะต้องใช้แนวทางการดึงไฟฟ้าจากส่วนกลางมาเสริมเพิ่มขึ้น” สุนชัย บอก
ทั้งนี้ ปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่ภาคใต้ 3,059 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงไฟฟ้าหลักเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เหลือเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าล่าสุดเดือน เม.ย. 2558 อยู่ที่ 2,468 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งไม่ได้มีการผลิตไฟฟ้าจริงทั้งหมด จึงจำเป็นต้องดึงไฟฟ้าจากส่วนกลางมาเสริม 500-650 เมกะวัตต์
“โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่มีกำลังผลิต 870 เมกะวัตต์ และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2562 ซึ่งในช่วงนั้นคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ระดับ 4,477 เมกะวัตต์ แต่หากแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องเลื่อนหรือชะลอออกไป กฟผ.เกรงว่าในปี 2562 จะเกิดปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับในภาคใต้ หรือหากเกิดกรณีฉุกเฉินฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้า ก็อาจทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าใน 14 จังหวัดภาคใต้ดับทั้งภาคเหมือนกับในปี 2556” สุนชัย กล่าว
สุนชัย ยังระบุว่า ในส่วนการดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กฟผ.ยืนยันว่า มีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น การสร้างท่าเรือขนส่งถ่านหินแบบปิด พร้อมทั้งกำหนดให้เรือบรรทุกถ่านหินแบบปิดที่มีขนาดบรรทุก 1 หมื่นตัน บรรทุกถ่านหินลำละไม่เกิน 8,000 ตัน และให้เข้าเทียบท่าเพื่อส่งถ่านหินไม่เกิน 2 ลำ/วัน ขณะที่เส้นทางขนส่งถ่านหินจะห่างจากแหล่งท่องเที่ยว จุดดำน้ำ แหล่งหญ้าทะเลและแนวปะการังเกาะลันตา หรือเกาะพีพี 30 กิโลเมตร
“ประเทศทั่วโลก รวมถึงเยอรมนี ฝรั่งเศส มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อถ่วงดุลเชื้อเพลิงอื่นๆ และค่าไฟฟ้า ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมกรีนพีซจึงมีกระบวนการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทยชัดเจนมาก และมีบางกลุ่มที่ยืนยันว่าไม่เอาถ่านหินอย่างเดียว แต่ กฟผ.ก็มีหน้าที่ชี้แจงหากเห็นว่าข้อมูลที่สื่อสารไปยังชาวบ้านคลาดเคลื่อน” สุนชัย ระบุ
ชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. ระบุว่า แผนพีดีพี 2015 (พ.ศ. 2558-2579) ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลของสัดส่วนเชื้อเพลิง ไม่ให้ใช้ก๊าซธรรมชาติสูงเกินไป กฟผ.จึงจัดทำแผนลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 แห่ง กำลังผลิตรวม 7,390 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยรักษาระดับต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกิน 4.587 บาท/หน่วย
“โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่จะเกิดขึ้นได้ตามแผนหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับความหนักแน่นของคนในชุมชนที่เห็นด้วยกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้เป็นสำคัญ แต่ กฟผ.ก็ต้องมีความสม่ำเสมอในการทำความเข้าใจของคนในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มผู้คัดค้านเพื่อให้เป้าหมายการสร้างโรงไฟฟ้า เพราะไม่เช่นนั้นภาคใต้จะมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานได้”
ขณะที่ สมศักดิ์ ภูมิสุทธาผล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านแหลมกรวด ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กังวลว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะมีผลกระทบต่อชุมชน เพราะหมู่บ้านแหลมกรวดตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าในรัศมี 5 กิโลเมตร และห่างจากท่าเทียบเรือ 10 กิโลเมตร แต่ กฝผ.ก็ดูแลชุมชนโดยสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในขณะที่วิถีชีวิตคนในชุมชนมากกว่า 60% ทำอาชีพประมงตามแนวคลองปกาสัย ที่วันนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก







