
อินทราโลจิสติกส์บูม เกาะเทรนด์ไทยผุดธุรกิจเพื่อนบ้าน
การให้บริการอุปกรณ์ การจัดการระบบคลังสินค้า เป็นธุรกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่คลังสินค้า รวมถึงการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า ที่ต้องการใช้คลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูง ยิ่งในช่วงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน จะกลายเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ให้บริการของไทยสามารถขยายการให้บริการไปยังประเทศเพื่อนบ้านตามไปได้ด้วย
การให้บริการอุปกรณ์ การจัดการระบบคลังสินค้า เป็นธุรกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่คลังสินค้า รวมถึงการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า ที่ต้องการใช้คลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูง ยิ่งในช่วงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน จะกลายเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ให้บริการของไทยสามารถขยายการให้บริการไปยังประเทศเพื่อนบ้านตามไปได้ด้วย
สราวุธ เล้าประเสริฐ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอสเอสไอ เชฟเฟอร์ ซิสเต็มส์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทผู้วางแผน ออกแบบ และติดตั้ง การจัดการระบบคลังสินค้า (Intralogistic) กล่าวว่า บริษัทได้ออกไปทำธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทยมานานแล้ว ซึ่งในอาเซียนเองบริษัทแม่มีการตั้งสำนักงานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์อยู่แล้วแต่ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านนั้น สำนักงานในไทยจะเป็นผู้ดูแล เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน
“ประเทศที่มีธุรกิจออกไปขยายธุรกิจมากในช่วงที่ผ่านมา คือ กัมพูชาและพม่า ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการของเราอยู่แล้ว ก็ต้องการให้บริษัทออกไปทำงานร่วมกัน เพราะสื่อสารกันได้ง่ายกว่า และทำงานได้อย่าง
ต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ บริษัทจะเข้าไปช่วยดูแลเรื่องอุปกรณ์ เครื่องมือภายในคลังสินค้า การจัดการระบบคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดภายในพื้นที่ที่จำกัด ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านเติบโตอย่างรวดเร็ว มีธุรกิจจำนวนมากที่เข้าไปลงทุน จึงเป็นโอกาสของธุรกิจการให้บริการภายในคลังสินค้า โดยเฉพาะในประเทศที่ธุรกิจโมเดิร์นเทรดขยายตัว เพราะจะต้องมีการขยายพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มขึ้น
เมื่อมองตลาดเป็นรายประเทศ สราวุธ อธิบายว่า สำหรับในกัมพูชาธุรกิจที่ใช้บริการบริหารคลังสินค้า ได้แก่ รองเท้า เสื้อผ้า สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ส่วนประเทศพม่าจะเป็นธุรกิจ เช่น วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติเข้าไปลงทุน หรือเข้าไปสร้างคลังสินค้าเพื่อเก็บสินค้าพร้อมกระจายออกสู่ตลาด
“ตลาดประเทศเพื่อนบ้านเป็นตลาดที่น่าจับตามอง เพราะมีความตื่นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วหากเปรียบเทียบกับประเทศไทย มีความต้องการที่จับต้องได้ แม้ว่าพื้นที่คลังสินค้าในประเทศเหล่านี้จะมีน้อยกว่าไทย แต่เชื่อว่าในอนาคตจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งลูกค้าหลักของบริษัทก็คือนักลงทุนชาวไทยที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน”
ทั้งนี้ ความต้องการการจัดการคลังสินค้าในประเทศเพื่อนบ้านยังคงแตกต่างจากไทย เนื่องจากไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับคลังสินค้าระบบออโตเมชั่น ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมมากขึ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นคลังสินค้าระบบเก่า ที่ยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังมีแรงงานทำงานเป็นจำนวนมาก และมีแรงงานราคาถูก จึงยังไม่มีใครคิดเรื่องเทคโนโลยีมากนัก
ขณะเดียวกัน การเข้าไปให้บริการระบบคลังสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องคำนึงถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเหล่านั้นว่ามีความพร้อมรองรับได้มากน้อยเพียงใด ต้องมีการปรับให้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ไทยจะมีการกำหนดความสูงของโกดัง ความหนาของพื้นในการรองรับน้ำหนัก การอนุญาตการขับขี่รถยกภายในโกดัง หรือการให้คนยกของได้กี่กิโลกรัม เป็นต้น แต่เมื่อเข้าไปในพม่าหรือกัมพูชา ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานดังกล่าว บริษัทจึงต้องออกแบบไปตามสภาพคลังสินค้าที่มีอยู่ นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงความชำนาญของบุคลากรในท้องถิ่น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจเติบโต การแข่งขันย่อมเติบโตตามไปด้วย ซึ่งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากการแข่งขันกับบริษัทจากประเทศไทยด้วยกันเองแล้ว ยังมีผู้ประกอบการจากจีนเข้ามาให้บริการเป็นจำนวนมาก แต่เป็นการให้บริการแบบราคาถูก มีการแข่งขันด้านราคากันมาก เน้นการจำหน่ายเฉพาะอุปกรณ์และตั้งราคาไม่แพง ส่วนเรื่องเทคโนโลยียังมีน้อย แต่บริษัทจะเน้นเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และการให้บริการมากกว่า
“แนวโน้มผู้ประกอบการไทยที่ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมีมากขึ้น เช่น กลุ่มอาหาร อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ แฟชั่น ค้าปลีก จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะตามออกไปทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไทย”
สำหรับในประเทศไทย คาดว่าในปี 2558 ธุรกิจของบริษัทจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-15% มีรายได้ประมาณ 700 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาซึ่งที่มีรายได้เฉลี่ย 600 ล้านบาท เนื่องจากมีการขยายตัวในหัวเมืองขนาดใหญ่ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย อุดรธานี และขอนแก่น ซึ่งเป็นการเติบโตตามสภาพเศรษฐกิจ ทำให้มีคลังสินค้าเกิดขึ้นตามหัวเมืองจำนวนมาก
ขณะที่การใช้เทคโนโลยีในระบบการจัดการคลังสินค้าของไทยอยู่ในระดับกลางค่อนข้างต่ำ หรือมีการใช้เทคโนโลยีเพียง30-40% ที่เหลือยังเป็นการใช้แรงงานคน โดยในประเทศไทยมีพื้นที่คลังสินค้า พื้นที่จัดเก็บสินค้าทั้งเช่าและสร้างเองประมาณ 5 ล้านตารางเมตร ในจำนวนนี้ 80% อยู่ในพื้นที่ กทม. และ 20% อยู่ในหัวเมือง เช่น ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่







