
กำไร บจ.ไตรมาสแรกโต แต่ไม่มีคุณภาพ
โดย จิตรา อมรธรรม
โดย จิตรา อมรธรรม
ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สดใสและต่ำกว่าที่เราคาด หากไม่รวมกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีซึ่งมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบที่ผันผวนตามราคาน้ำมันในตลาดโลก กำไรจากการดำเนินงานปกติของหุ้นใน FSS Coverage ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 8.3% Q-Q (กลุ่มท่องเที่ยวเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยผลักดัน) และเพิ่มขึ้น 11.5% Y-Y (จากฐานต่ำในไตรมาส 1/2557 ที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง)
แม้กำไรจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีคุณภาพ เพราะส่วนใหญ่เกิดจากการลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย แต่รายได้เติบโตในอัตราช้ามากสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ชะลอมากกว่าคาด โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ มีเพียงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและส่งออก เช่น กลุ่มโรงแรม โรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ ธุรกิจสายการบิน และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่รายได้และกำไรยังเติบโตได้ดีและยังไม่มีสัญญาณเป็นลบ
แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2558 จะถูกกดดันจาก Real sector เพราะเป็นช่วงฤดูฝน และกลุ่มธนาคารที่ถูกกระทบจากการปรับลดดอกเบี้ย สินเชื่อยังชะลอ NPL เพิ่มขึ้น และการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญสูงขึ้น รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วง Low season (มีเพียงกลุ่มพลังงานและปิโตร และกลุ่มมีเดียที่มีทิศทางที่ดี) อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 1/2558 การฟื้นตัวจะค่อยเป็นค่อยไปและชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ปรับประมาณการจีดีพี
วานนี้สภาพัฒน์รายงานตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกซึ่งขยายตัว 3% Y-Y และ 0.3% Q-Q การที่เศรษฐกิจไม่ได้หดตัวจากไตรมาส 4/2557 อย่างน้อยก็ถือเป็นข่าวดีที่พอจะประคองตลาดได้ในยามนี้ แม้ว่าอันที่จริงแล้วจะไม่ใช่ตัวเลขที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น และจากตัวเลขที่รายงานออกมา สภาพัฒน์ได้ปรับคาดการณ์ GDP ของปีนี้ลงเป็นขยายตัว 3-4% จากเดิมที่คาด 3.5-4.5% แนวโน้มการปรับลดประมาณการ GDP และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนน่าจะมีให้เห็นในระยะถัดไป จากตัวเลขในไตรมาสแรกที่แผ่วกว่าคาดและยังไม่เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นชัดเจนในขณะนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ปรับ GDP ปี 2558 ลงจากเดิม 3.8% เหลือ 3% (ต่ำกว่า Consensus ที่ 3.7%) มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสแรก แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างช้าๆ และได้แต่หวังว่าจะดีขึ้นอย่างชัดเจนในครึ่งปีหลัง
ไม่คาดหวังเม็ดเงินจากต่างชาติ
ปัจจัยบวกคือทั้งเศรษฐกิจและผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสแรก แนวโน้มจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในต่างประเทศยังมีอยู่ โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ตลาดหุ้นโลกจะผันผวนมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้การประชุม FOMC ทุกครั้ง (ยังเหลือการประชุมอีก 5 ครั้งในปีนี้) เหมือนกับที่ตลาดเคยกังวลกับการยกเลิก QE3 ในปี 2556 ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับฐาน 22% กินเวลา 3 เดือน และมีเงินทุนไหลออกทั้งตลาดหุ้น ฟิวเจอร์ส และพันธบัตรรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งนี้เราคาดว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.เป็นอย่างเร็ว จึงไม่คาดหวังกับการไหลเข้าของ Fund flow ในปีนี้
ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงขาลง
เราปรับประมาณการการเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปีนี้ลดลงเหลือ 28% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 33% หากว่ากันตามเนื้อผ้า ดัชนีเป้าหมายสิ้นปีนี้อาจเป็นไปได้เพียง 1,560 จุด ตลาดหุ้นในระยะ 1-2 เดือนนี้ยังมีความเสี่ยงขาลง โดยเฉพาะเดือน มิ.ย.ที่มีการประชุมของธนาคารกลางทั้งสหรัฐและไทย ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดหุ้นเกร็งกันพอสมควร แต่ยังมีโอกาสสำหรับหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กระแสเงินสดดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มธนาคาร ไฟแนนซ์ขนาดเล็ก ไอซีที และกลุ่มท่องเที่ยว







