
AOT มุ่งโตมั่นคง 2 หลัก 5 ปีทุ่มลงทุนสูงสุด 1.4 แสนล้าน
บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ประกาศกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2 ปี 2558 (สิ้นสุด 31 มี.ค. 2558) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4,890 ล้านบาท
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ประกาศกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2 ปี 2558 (สิ้นสุด 31 มี.ค. 2558) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4,890 ล้านบาท จากหลายๆ ปัจจัย ทั้งเป็นช่วงไฮซีซั่นของฤดูกาลท่องเที่ยว ทิศทางการเมืองที่ดีขึ้นและปัจจัยบวกอื่นๆ
อนาคตจะสดใสอีกมากแค่ไหน “นิตินัย ศิริสมรรถการ” ผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ให้สัมภาษณ์ว่า รายได้ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า จะเติบโตเฉลี่ยเป็นตัวเลข 2 หลักต่อปี และมีแหล่งรายได้ที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจากธุรกิจที่ไม่ใช่กิจการการบิน เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยลบ
นอกจากนั้น บริษัทยังวางแผนการลงทุนในรอบ 5 ปี ระหว่างปี 2558-2562 (เดือน ต.ค. 2557-ก.ย. 2562) คาดใช้เงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดของบริษัท และเตรียมจะเสนอรายละเอียดต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ในวันที่ 20 พ.ค. 2558
บริษัทวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนกำไรและรายได้ที่ไม่ได้มาจากกิจการการบิน (Non Aero) ใน 5 ปีข้างหน้าเป็น 50% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ 45% ขณะที่สนามบินในต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่กิจการการบินที่มากกว่า เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของรายได้ในภาวะที่นักท่องเที่ยวไม่เข้ามา
ในมุมกลับธุรกิจสนามบินถูกควบคุมโดยหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศและองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ห้ามให้คิดกำไร ขณะที่กำไรจากกิจการการบินที่เกิดขึ้นมาจากการให้บริการของสนามบินที่เกินความสามารถจริง รวมถึงการแข่งขันในการบริหารลดต้นทุน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องเพิ่มรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่กิจการการบินเข้ามา
ผู้อำนวยการคนใหม่ยังวางแผนนำสินทรัพย์ต่างๆ รวมถึงที่ดินมาบริหาร ปัจจุบันมีที่ดินเปล่าตั้งอยู่ด้านตะวันออกของสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 600 ไร่ สามารถพัฒนาได้ทันที ส่วนที่ดินในสนามบินทั้งหมดประมาณ 2 หมื่นไร่นั้น ส่วนที่เกิดจากการเวนคืนต้องขออนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ คือ กรมธนารักษ์ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทหารอากาศและกรมการบินพลเรือน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เวนคืนที่ดิน กำหนดให้ทำได้เฉพาะธุรกิจกิจการการบินเท่านั้น จึงต้องไปเจรจาเพื่อขออนุญาต และทำแผนเชิงพาณิชย์ไว้แล้ว คาดจะมีความชัดเจนในเดือน มิ.ย. 2558
สำหรับรายได้จากพื้นที่เช่าร้านค้าในสนามบิน มีความเกี่ยวโยงกับกิจการการบินที่พานักท่องเที่ยวมาให้ทำการตลาด ทำกำไรให้สนามบิน บริษัทมีแผนที่จะทำศูนย์รวมความบันเทิง หรือในรูปแบบแอร์พอร์ต ซิตี้ โดยอยู่นอกสนามบินเพื่อให้คนในท้องถิ่นมาเที่ยวได้ ทดแทนในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป
นอกจากนี้ ลงทุนสร้างศูนย์กลางในการซ่อมบํารุงอากาศยานในสนามบิน จ.เชียงราย ซึ่งได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ส่งผลให้สายการบินต่างๆ ไม่ต้องไปซ่อมเครื่องบินไกลถึงสิงคโปร์ รองรับการเปิดเออีซี
ที่จะให้บริการสายการบินที่เดินทางระหว่างประเทศกลุ่มอาเซียนตอนบนที่มีจำนวนประชากรที่สูง ทั้งลาว พม่า รวมถึงโอกาสจากจีน
“บริเวณสนามบินเชียงรายมีพื้นที่รกร้างว่างอีกมาก เดิมคิดค่าใช้ที่ดินประมาณ 30-70 สตางค์/ตารางเมตร/เดือน และให้ผู้ประกอบการเหมาพื้นที่และรับความเสี่ยงเอง แต่หลายปีต่อมากิจการสำเร็จบริษัทก็โดนตำหนิว่าสนับสนุนผู้ประกอบการ จึงมีแผนจะจัดเฟสซิ่งเพื่อให้ได้ราคาใช้พื้นที่ที่สูงขึ้น เช่น คุยกับองค์กรท้องถิ่นชักชวนให้มาใช้พื้นที่ อาทิ ทำศูนย์กระจายสินค้า หรือภาษาชาวบ้านคือ ตลาดนัด และกำลังศึกษาที่จะพัฒนาคลังสินค้าเป็นศูนย์โลจิสติกส์ที่ใช้เก็บและขนส่งกระจายสินค้า”
ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ในพื้นที่ว่างหลายร้อยไร่ของสนามบินหาดใหญ่ เพื่อให้เป็นสนามบินสีเขียว พื้นที่ 10 ไร่ สามารถสร้างได้ 1 เมกะวัตต์ เพราะอยู่ในภาคใต้มีเหตุการณ์ไม่สงบ มีไฟฟ้าไม่พอใช้ ภาคธุรกิจไม่ค่อยไปลงทุน และช่วยประหยัดค่าตัดหญ้าลงมาก รวมถึงพื้นที่ว่างที่สนามบินเชียงรายตอนนี้มีพันธมิตรในใจแล้ว
สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ในอาคารของสนามบินต่างๆ จะเข้าไปศึกษาการจัดโซนนิ่งและสัมปทานใหม่ เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิมีพื้นที่รวมประมาณ 5 แสนตารางเมตร มีพื้นที่เชิงพาณิชย์ประมาณ 2-3 หมื่นตารางเมตร น้อยกว่าเมื่อเทียบกับสนามบินติอินชอนที่มีพื้นที่รวมประมาณ 4.5 แสนตารางเมตร มีพื้นที่เชิงพาณิชย์ประมาณ 1.6 แสนตารางเมตร ทำให้มีรายได้ค่าเช่าจำนวนมาก ส่วนสนามบินภูเก็ต
เทอร์มินอล อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งใหม่จะเสร็จในเดือน ก.พ. 2559”
ส่วนต่อขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 วางกรอบเงินลงทุนไว้ 6.2 หมื่นล้านบาท ลงทุนรันเวย์ 2 หมื่นล้านบาท และเทอร์มินอล 2 อีก 2.7-2.8 หมื่นล้านบาท จะเสนอคณะกรรมการและขยายเทอร์มินอลสนามบินเชียงใหม่ที่เริ่มเต็มและมีแนวโน้มเติบโตสูง
อย่างไรก็ดี หากลงทุนตามงวด 5 ปีที่ทำไว้ จะส่งผลให้ในปี 2560-2561 เงินสดจะขาดจากปัจจุบันประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท จึงต้องศึกษาหาแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนต่ำที่สุด รวมถึงการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำกว่าการออกหุ้นกู้ แต่สูงกว่าการกู้ยืม และหากแผนการลงทุนมีความชัดเจนยิ่งขึ้น บริษัทจะเริ่มออกไปโรดโชว์ในต่างประเทศ ซึ่งมีโบรกเกอร์ชักชวนมาประมาณ 10 ราย







