
สับยุทธศาสตร์น้ำ คสช.‘ปิดลับละเลง 1.1 แสนล้าน’
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
แม้ว่าเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำระยะ 10 ปี (2558-2569) แต่ทว่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำบางกลุ่มได้ตั้งคำถามว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และบริหารจัดการให้มีน้ำอย่างเพียงพอได้เบ็ดเสร็จในระยะยาวหรือไม่
“ภายใต้ยุทธศาสตร์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการน้ำของ คสช. ยืนยันว่าจะไม่มีภาคผนวกที่กำหนดโครงการลงทุนต่างๆ ของกรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำเอาไว้ เพราะเป็นที่รับรู้กันว่าหลายโครงการประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย เพื่อป้องกันแรงเสียดทาน” บัญชา ขวัญยืน ประธานคณะอนุกรรมการแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ในฐานะที่ติดตามนโยบายบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
บัญชา บอกว่า เห็นด้วยกับ พล.อ.ฉัตรชัย ที่ไม่บรรจุโครงการลงทุนไว้ในภาคผนวก ซึ่งจะทำให้ในช่วง 1-2 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ จะไม่หยิบโครงการที่ประชาชน
ไม่เห็นด้วย เช่น โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่วงก์ และโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ประชาชนในพื้นที่คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยมาปัดฝุ่นดำเนินการกันอีก
“ถ้าดูจากยุทธศาสตร์ คนทั่วไปก็มองไม่เห็นหรอกว่าจะมีการลงทุนอะไรบ้าง เช่น ยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มว่าจะทำอะไรบ้าง สร้างอ่างไหน แก้มลิงที่ไหน การป้องกันอุทกภัยไปทำระบบอะไรเพิ่มบ้าง แต่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการต่างๆ ผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา และคาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี 2559 โดยข้อดีของกฎหมายฉบับนี้ คือ ส่วนราชการจะไปรับโครงการที่นักการเมืองอยากได้มาทำเหมือนในอดีตจะไม่ง่ายอีกแล้ว ในขณะที่ประชาชนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงรายละเอียดโครงการลงทุนได้”
อย่างไรก็ตาม บัญชา ยอมรับว่าหาก คสช.พ้นจากอำนาจไป ก็ต้องติดตามว่าฝ่ายการเมืองจะไปหยิบโครงการที่ประชาชนไม่เห็นด้วยมาทำต่อหรือไม่ เพราะข้าราชการเองก็ต้องการเอาใจฝ่ายการเมือง ดังจะเห็นได้จากก่อนหน้านี้ที่โครงการที่คณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอไปจะถูกปฏิเสธ เพราะข้าราชการรอฟังว่าการเมืองจะสั่งเอาอะไร เช่น โครงการลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่การเมืองต้องการให้ขุดคลองสายใหม่ฝั่งตะวันตก ซึ่งไม่ควรทำ แต่ก็ยังฝืนจนโครงการเกือบจะเกิด
บัญชา เสนอว่า จากประสบการณ์ทำงานทั้งในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่จะพบว่า ในแต่ละลุ่มน้ำประชาชนไม่ต้องการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่ต้องการ
ให้มีแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายไปยังพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึง ตลอดจนการเพิ่มศักยภาพลุ่มน้ำและการบริหารจัดการน้ำข้ามลุ่มน้ำ
เมื่อถามถึงมาตรการป้องกันน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจและเขตเมือง และแนวทางการสร้างทางระบายน้ำ (ฟลัดเวย์) ลงทะเลฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกนั้น บัญชา บอกว่า แม้ว่ายุทธศาสตร์น้ำจะไม่มีการระบุโครงการลงทุนเอาไว้ แต่ก่อนหน้านี้ได้มีการศึกษาการสร้างทางระบายน้ำฝั่งตะวันออก คือ การขยายคลองชัยนาท-ป่าสัก โดยจะมีการขุดคลองขนานกับคลองชัยนาทเดิมผ่านเขื่อนพระรามหกออกคลองระพีพัฒน์ และออกสู่ทะเลที่คลองด่าน ซึ่งจะเพิ่มการระบายน้ำจาก 200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 400 ลบ.ม./วินาที
ส่วนการสร้างทางระบายน้ำฝั่งตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ไม่จำเป็นต้องขุดคลองใหม่ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีผลกระทบมาก แต่จะใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพระบบคลองที่แม่น้ำท่าจีน โดยขุดคลองลัดแม่น้ำท่าจีน และสร้างระบบคลองเชื่อมระหว่างคลองทวีวัฒนา-คลองภาษีเจริญ ไปออกยังถนนพระราม 2 ก่อนผันน้ำลงทะเลไป
“ผมคิดว่าโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมแบบปี 2554 คงยาก เพราะครั้งนั้นการเมืองเข้ามายุ่งมาก และไม่มีความรู้ด้านการบริหารน้ำ ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด แต่หลังจากมีการปรับปรุงระบบบริหารใหม่ จะทำให้การบริหารจัดการทุกอย่างดีขึ้น โดยเฉพาะหากสามารถทำให้เกิดคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ภายในสมัยรัฐบาลนี้”
บัญชา ยังระบุว่า การบริหารและลงทุนโครงการน้ำมีความสำคัญไม่ต่างจากการกำหนดตัวโครงการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น โครงการลงทุนระบบน้ำระยะสั้นปี 2558-2559 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบวงเงินไว้ 1 แสนล้านบาท แต่กลับไม่มีการเผยแพร่รายละเอียดโครงการลงทุนให้ประชาชนทราบ ทั้งไม่มีการรายงานว่าแต่ละโครงการมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
“ผมบอกตรงๆ โครงการเหล่านี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะลับอะไรกันนักกันหนา ผมถามอธิบดีกรมชลประทาน (เลิศวิโรจน์โกวัฒนะ) ท่านก็เฉย ผมทำหนังสือขอกับท่าน พล.อ.ฉัตรชัย ว่า ขอดูรายละเอียดโครงการหน่อย ขอไป 2 ครั้งในรอบ 2 เดือน แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ยังไม่เห็นรายละเอียด เดี๋ยวผมจะทำหนังสือถามไปอีก เพราะเรื่องเหล่านี้ควรให้ประชาชนรู้ว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง ทำประตูระบายน้ำที่ไหนอย่างไร ขุดลอกอะไรอย่างไร ทั้งแก้มลิง หรือทำพนังกั้นน้ำ เพราะเท่าที่ทราบก็มีเพียงการปรับปรุงประตูระบายน้ำของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับการบริหารน้ำในโครงการการบริหารน้ำฝั่งตะวันตกและตะวันออกตั้งแต่ใต้เขื่อนเจ้าพระยาลงมา”







