
อานันท์ดันตั้งกก.อิสระดูแลโครงการสิ่งแวดล้อม
คณะกรรมการ 4 ฝ่ายประกาศยุติบทบาท หลังภารกิจแก้ปัญหามาตรา 67 วรรค 2 เสร็จสิ้น ดันตั้งคณะกรรมการอิสระดูแลต่อ
คณะกรรมการ 4 ฝ่ายประกาศยุติบทบาท หลังภารกิจแก้ปัญหามาตรา 67 วรรค 2 เสร็จสิ้น ดันตั้งคณะกรรมการอิสระดูแลต่อ
นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด เปิดเผยว่า การดำเนินการของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ในระยะเวลา 7 เดือน ขณะนี้ได้ดำเนินการตามภารกิจแก้ไขปัญหา การปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทย เรียบร้อยแล้ว และจะยุติบทบาทหน้าที่โดยสมบูรณ์
ทั้งนี ภารกิจต่างๆ สามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การปฏิบัติตามมาตรา 67 ประกอบด้วย การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ การรับฟังความเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เรื่ององค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการกำหนดโครงการหรือกิจการรุนแรงตามมาตรา 67 กลุ่มที่ 2 การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษสำหรับพื้นที่มาบตาพุดพและบริเวณใกล้เคียง โดยการจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง และการกำหนดแนวทางการวางผังเมืองเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุด
หลังจากนี้จะเหลือแต่คณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์กรอิสระ ที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการองค์อิสระชั่วคราว จนกว่าจะมีองค์กรอิสระถาวร ซึ่งขณะนี้องค์การอิสระชั่วคราวก็มีความพร้อมในการดำเนินการแล้ว โดยได้รับงบประมาณมาปฏิบัติงานจำนวน 14 ล้านบาท ขณะที่ร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระอยู่ระหว่างกระบวนการทางรัฐสภา โดยคาดว่ารน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีถึงจะเสร็จสมบูรณ์ ส่วนกรณีที่คณะกฤษฎีกามีข้อท้วงติงมานั้น จะต้องไปแก้ไขในขั้นตอนทางรัฐสภา ไม่ใช่หน้าที่ของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแล้ว
ด้าน นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ โฆษกคณะกรรมการ 4 ฝ่าย กล่าวว่า สำหรับกิจการในพื้นที่มาบตาพุด ที่ไม่เข้าข่ายในประเภทกิจการรุนแรงทั้ง 18 กิจการ สามารถไปขอปลดล็อกจากศาล เพื่อดำเนินการต่อได้ แต่ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้ในมาบตาพุดได้สัญญาแล้วว่าทุกโครงการจะดำเนินการตามมาตรา 67 เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งกับชุมชนในพื้นที่ เพราะยังมีขั้นตอนที่ชุมชนสามารถฟ้องศาลได้ หากโครงการนั้นส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม แม้จะไม่ใช่เป็นกิจการุนแรงก็ตาม หลังจากนี้จึงต้องติดตามว่าภาคเอกชนจะทำตามที่ให้สัญญาไว้มากน้อยแค่ไหน
ขณะที่ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า น่าจะเหลือโครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรงประมาณ 10 กว่าโครงการ แต่เอกชนก็พร้อมที่จะทำตามาตรา 67 ทุกโครงการ และขณะนี้ก็ได้ดำเนินการทำราบงานผลกระทบขด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ไปมากแล้ว
“การที่ชุมชนสามารถออกมาฟ้องร้องโครงการได้ แม้จะไม่ใช่โครงการรุนแรงนั้น ก็อยากให้นำบัญชีรายชื่กิจการมาเป็นตัวกำหนด ว่ารุนแรงก็คือรุนแรง ไม่รุนแรงก็คือไม่รุนแรง ส่วนเรื่องพื้นที่ ความหนาแน่นของโรงงานในพื้นที่ เป็นหน้าที่ภาครัฐที่ต้องบริหารจัดการ เพราะหากฟ้องกันไปมาความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็คงไม่กลับมาอย่างแน่นอน แต่หากทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีเชื่อว่านักลงทุนจะกลับมาเชื่อมั่นที่จะลงทุนในเมืองไทยอีกครั้ง เพราะมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนแล้ว” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายสุทธิ อัฌชาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาภาคตะวันออก กล่าวว่า องค์ประกอบทั้งหมดเป็นการทำเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชน ไม่ได้ต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ เพราะการดำเนินการต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการทำบัญขชีรายชื่อกิจการรุนแรง ขณะที่การทำแผนลดและขจัดมลพิษในพื้นที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร







