
หมอโกโก้
โดย...สมหทัย โมสิกะ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
การทำงานร่วมกับชุมชนเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การทำธุรกิจ เพราะนอกจากช่วยให้คนในชุมชนกินดีอยู่ดี ตัวธุรกิจเองก็ได้ประโยชน์ไปในตัว
สำหรับ “อินโดนีเซีย” ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเพาะปลูกโกโก้สำคัญของโลก มีเกาะสุลาเวสีเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดของเอเชีย ก็มีบริษัทผลิตขนมขบเคี้ยวชื่อดังของโลกบางเจ้าเข้าไปช่วยหาวิธีเพิ่มผลผลิตโกโก้ เพื่อนำมาป้อนตลาดที่กำลังมีความต้องการช็อกโกแลตมากขึ้น
ในแง่ของความต้องการโกโก้ทั่วโลกนั้น มีการประเมินว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3% ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าจะต้องการโกโก้เพิ่มอีก 5 แสนตัน ในปี 2563 หากไม่ต้องการเผชิญวิกฤตซัพพลาย
นี่เองเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น มาร์ส คาร์กิลล์ เนสเลย์ พาเหรดเข้าไปยังฐานผลิตโกโก้ใหญ่ๆ ในโลกและแข่งกันจูงใจเกษตรกรให้พัฒนาการผลิตและนำผลผลิตมาป้อนให้กับบริษัท ซึ่งแต่ละรายมีโครงการที่มีจุดมุ่งหมายต่างกันไป เช่น เพิ่มผลผลิต การดูแลสุขภาพและสภาพแวดล้อมในการทำงานของเกษตรกร การซื้อสินค้าในราคาเหมาะสม เป็นต้น
แอนดี้ อัสรี เกษตรกรคนหนึ่งที่ได้สวมหมวกอีกใบ คือ “หมอโกโก้” บอกกับรอยเตอร์สว่า เขาเคยหันหลังให้กับการปลูกโกโก้ไประยะหนึ่ง เพราะผลผลิตไม่ดี ผจญกับปัญหาแมลงรบกวนและโรคพืช แต่ที่สุดแล้วก็กลับเข้าวงการโกโก้อีกรอบ หลังไปเข้าคอร์สอบรมโกโก้ของ “มาร์ส” บริษัทผลิตช็อกโกแลตระดับโลก ซึ่งช่วยให้เขาเพิ่มผลผลิตได้จากเดิม 75% และมีกำไรเพิ่มขึ้นมาก
“เพื่อให้ธุรกิจเติบโต ผมต้องการชาวไร่ชาวสวน สิ่งสำคัญที่หมอโกโก้อย่างพวกเราทำคือให้คำปรึกษาเกษตรกร”
ก่อนมารับบทนี้ อัสรีเข้าอบรมโครงการหมอโกโก้ของบริษัท มาร์ส ซึ่งเน้นผลิตที่ปรึกษาเพื่อให้มาสอนเทคนิคการผลิตใหม่ๆ ให้เกษตรกร เพื่อเพิ่มผลผลิตและกำไร
ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ในอินโดนีเซียสามารถร่วมโครงการนี้ได้ที่ศูนย์ใหม่ในสุลาเวสี ซึ่งแต่ละปีจะอบรมเกษตรกรได้มากถึง 250 คน และผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้จะกลายเป็นหมอโกโก้เหมือนกับอัสรี ที่ไม่ได้เป็นแค่คนปลูกโกโก้อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังขายเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ปุุ๋ย และสอนเคล็ดลับฟื้นฟูสภาพพืชได้ด้วย ขณะที่เกษตรกรผู้ใช้บริการหมอโกโก้ก็สามารถขายผลผลิตให้กับผู้ซื้อรายใดก็ได้
นับตั้งแต่เริ่มโครงการนี้มากว่า 1 ปี มาร์สได้ปลุกปั้นหมอโกโก้ไปแล้ว 30 คน ซึ่งแต่ละคนดูแลเกษตรกรได้อย่างน้อย 100 คน และบริษัทคาดหวังว่าจะสร้างที่ปรึกษาเกษตรกรแบบนี้ให้ได้ 150 คน ภายในปี 2560 และจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 3 เท่าตัว โดยการจับมือทำงานกับบริษัทอื่นๆ เช่น อีคอม คาร์กิลล์ ด้วย







