
IVLพลิกกำไรสต๊อก
IVL กำไรสต๊อกไตรมาส 2 ปักธงปีนี้รายได้โต 8% อานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่งดันผลิตภัณฑ์ขึ้น
IVL กำไรสต๊อกไตรมาส 2 ปักธงปีนี้รายได้โต 8% อานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่งดันผลิตภัณฑ์ขึ้น
นายดีลิป กุมาร์ อากวาล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มวัตถุดิบและ PET บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้จากการขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐ ปีนี้จะเติบโตประมาณ 8% จากปี 2557 ที่ทำได้ 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับการเติบโตดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานที่ราคามันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2558 อยู่ที่ 60-65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่หากราคาน้ำมันเพิ่มสูงกว่าที่ประมาณไว้ มีโอกาสที่เป้าหมายรายได้ปีนี้จะเติบโตกว่าเป้าหมายที่วางไว้
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนกำลังผลิตทั้งปี 2558 ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านตัน หรือ 19% ส่งผลให้มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 8.5 ล้านตัน ซึ่งมาจากการเข้าซื้อกิจการก่อนหน้านี้จำนวน 4 ดีล มูลค่าประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบด้วย บริษัท Polyplex ประเทศตุรกี มีกำลังผลิต PET ที่ 2.52 แสนตัน/ปี บริษัท Perform Fibers ประเทศจีน มีกำลังผลิต
สิ่งทอสำหรับยางรถยนต์ที่ 4.1 หมื่นตัน/ปี
บริษัท Bangkok Polyester มีกำลังผลิต PET ที่ 1.05 แสนตัน/ปี และบริษัท Cepsa ประเทศแคนาดา มีกำลังผลิต PTA ที่ 6 แสนตัน/ปี และมีโอกาสที่ภายในปี 2558 จะสรุปบริษัทผู้ผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกำลังผลิตรวมประมาณ 7 แสนตัน/ปี
ขณะที่ในไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทจะพลิกมีกำไรจากสต๊อก (Stock Gain) จากไตรมาสแรกปี 2558 ที่ขาดทุนจากสต๊อก (Stock Loss) 1,400 ล้านบาท หลังจากราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 2 ปีนี้ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อส่วนต่างราคาขาย (สเปรด) ของผลิตภัณฑ์ MEG ในไตรมาส 2 นี้ปรับดีขึ้นอีกราว 40-50 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากไตรมาสแรกปี 2558 ที่มีสเปรดประมาณ 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน
“ภาพรวมอัตรากำไรปีนี้ของบริษัทน่าจะดีขึ้นจากทุกผลิตภัณฑ์ ทั้ง MEG ที่วัตถุดิบราคาถูกลง ส่วน PTA ซัพพลายของโลกหายไป เพราะผู้ผลิตรายใหญ่ของจีนปิดกิจการ และ PET ความต้องการใช้เริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะยุโรปและสหรัฐเข้าสู่ฤดูร้อน ส่งผลให้ความต้องการใช้ขวดน้ำเพิ่มมากขึ้น” นายดีลิป กล่าว
สาเหตุที่บริษัทเริ่มกลับมาใช้กลยุทธ์การซื้อกิจการในปีนี้ และจะทำต่อเนื่องถึงปี 2561 ซึ่งตั้งงบลงทุนไว้ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสัดส่วนหลักจะใช้เพื่อเข้าซื้อกิจการ หลังจากเว้นช่วงไปก่อนหน้านี้ เพื่อใช้เวลาจัดโครงสร้างธุรกิจที่เข้าใหม่และจัดโครงสร้างการเงินให้กลับมาแข็งแรง เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อกลับมาซื้อกิจการ ส่งผลให้ปัจจุบันมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ต่ำเพียง 0.72 เท่า และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2558 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท หลังรุกหนักซื้อกิจการต่อเนื่องระหว่างปี 2554-2555
ขณะที่กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการมีข้อดี คือ สามารถรับรายได้ทันทีและไม่ได้เข้าไปเพิ่มกำลังผลิตใหม่ทำให้การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น และการเข้าซื้อกิจการในช่วงราคาต่ำ ส่งผลให้การเข้าซื้อกิจการได้ในราคาที่ถูกลง อีกทั้งบริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อร่วมทุนบริษัทน้ำมันที่
อาบูดาบี และศึกษาร่วมทุนทำโรงงานเอทิลีนแครกเกอร์ในสหรัฐ โดยใช้เชลก๊าซเป็นวัตถุดิบ
ทั้งนี้ อินโดรามาฯ แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/2558 มีกำไรสุทธิ 249 ล้านบาท ลดลง 119.47 ล้านบาท หรือ 32.4% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 368.47 ล้านบาท
ก่อนหน้าวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา IVL ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการบริษัท บางกอก โพลีเอสเตอร์ จ.ระยอง ทำให้ IVL มีส่วนแบ่งตลาด PET ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 43% เป็น 58%
สำหรับบริษัท บางกอก โพลีเอสเตอร์ เป็นผู้ส่งออก PET รายสำคัญไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการนำเข้า PET สูงที่สุดในโลก และมีการนำเข้าแบบปลอดภาษีจากประเทศไทย การเข้าซื้อกิจการจะช่วยให้ IVL มีส่วนแบ่ง ในตลาดเพิ่มขึ้นในภูมิภาค ซึ่งการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ ยังช่วยให้ IVL มีความใกล้ชิดกับลูกค้าในประเทศไทยและญี่ปุ่นมากขึ้น โรงงานหลายแห่งของ IVL ในประเทศไทยและในภูมิภาคมีการผลิต PET ทั้งแบบทั่วไปและชนิดพิเศษ ทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตที่มีความโดดเด่นในตลาด







