
เวเนซุเอลา เทียบซาอุฯ
คอลัมน์นี้เคยลงเรื่อง “เวเนซุเอลา อุทาหรณ์ปฏิรูป” เพื่อส่งสัญญาณว่านโยบายแบบสังคมนิยม-ประชานิยม-ชาตินิยมสุดโต่งที่เป็นกระแส “ทวงคืนพลังงาน” อยู่ในสังคมออนไลน์นั้น จะมีผลเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
คอลัมน์นี้เคยลงเรื่อง “เวเนซุเอลา อุทาหรณ์ปฏิรูป” เพื่อส่งสัญญาณว่านโยบายแบบสังคมนิยม-ประชานิยม-ชาตินิยมสุดโต่งที่เป็นกระแส “ทวงคืนพลังงาน” อยู่ในสังคมออนไลน์นั้น จะมีผลเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
นับเป็นปีๆ แล้วที่ชาวเวเนซุเอลาต้องเข้าคิวกันทุกวันเพื่อซื้อสินค้าจำเป็นต่างๆ เช่น อาหาร ยา-เวชภัณฑ์ และแม้กระทั่งกระดาษชำระ!
วันนี้จะเล่าถึงบทวิเคราะห์เวเนซุเอลาของ คุณบรรยง พงษ์พานิช ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการเปรียบเทียบกับประเทศซาอุดิอาระเบีย ทั้งสองประเทศคล้ายกันที่ความร่ำรวยทรัพยากรปิโตรเลียม ประชากรก็ใกล้เคียงกันราว 28-29 ล้านคน แต่เนื่องจากนโยบายพลังงานซึ่งมาจากทัศนะต่อระบบตลาด-ทุนแตกต่างกันมาก ผลพวงทางเศรษฐกิจจึงต่างกันแบบฟ้ากับดิน
เวเนฯ มีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว 298 พันล้านบาร์เรล เป็นอันดับที่ 1 ของโลก ซาอุฯ มี 266 พันล้านบาร์เรล เป็นอันดับ 2 แต่การผลิตของเวเนฯ เป็นอันดับราว 11 ที่ 2.6 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่การผลิตซาอุฯ เป็นอันดับ 1 ที่ 11.5 ล้านบาร์เรล/วัน (ปี 2013)
เป็นเพราะเวเนฯ ได้มีการ “ทวงคืน” กิจการพลังงานมาให้รัฐทำเอง ซึ่งคุณบรรยงถือว่าพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า ให้รัฐทำย่อม “ห่วยและหาย” ...จากที่การผลิตเคยสูงถึง 3.7 ล้านบาร์เรล/วัน ซ้ำร้าย “ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเพียงแค่ 29% พุ่งขึ้นเป็น 64% ทำให้รัฐได้แค่ 36%”
ไม่ใช่เพราะเวเนฯ อยากเก็บน้ำมันไว้ให้ลูกหลาน เนื่องจากคนรุ่นปัจจุบันยังแทบจะไม่มีรับประทานอยู่แล้วดังที่กล่าวข้างต้น แต่เป็นเพราะขาดการลงทุนและการบริหารที่ดี จนต้องนำเข้าน้ำมันดิบบางส่วนมากลั่น คุณบรรยงเล่าถึงคำกล่าวของอดีต รมต.น้ำมันซาอุฯ ว่า “ยุคหินไม่ได้จบเพราะหินหมด ยุคน้ำมันก็เช่นกัน” ที่เวเนฯ มีปริมาณสำรองถึง 370 ปีนั้น ไม่มีประโยชน์ เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรและพลังงานทางเลือกจะทำให้การใช้น้ำมันน้อยมากในอนาคต
ส่วนซาอุฯ ซึ่งพบน้ำมันช้ากว่าเวเนฯ 25 ปี ช่วงแรกให้ต่างชาติรับสัมปทานผลิต ภายหลังรัฐซื้อหุ้นทั้งหมด โดยเจรจาขอซื้อในราคาเป็นธรรม ไม่ได้ยึดหรือ “ทวงคืน” นโยบายรัฐเป็นมิตรกับทุน แม้จะเคยขอขึ้นค่าภาคหลวง 50% แต่ก็ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบเอกชนจนเกินไป เพราะผลผลิตเขาสูงมาก ต้นทุนต่ำ ทำให้อยู่กับกำไรต่อหน่วยต่ำๆ ได้ (แต่นี่ไม่ใช่สถานการณ์ของประเทศไทย)
ซาอุฯ สามารถพลิกฟื้นจากประเทศแสนยากจน มีรายได้ต่อประชากร (Per capita GDP) แค่ไม่ถึง 100 เหรียญสหรัฐ ในปี 1960 มาเป็น 19,326 เหรียญสหรัฐ ในปี 2010 เป็นประเทศมั่งมีได้สำเร็จ เศรษฐกิจด้านอื่นๆ ก็ก้าวหน้าตาม ประชาชนมีความสงบสุขดีระดับหนึ่ง
ในปี 1960 เวเนฯ อยู่ในฐานะมั่งคั่งด้วยรายได้ต่อประชากร 1,138 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าเวเนฯ กว่า 10 เท่า เป็นหนึ่งใน 18 ประเทศในโลกที่มีรายได้ต่อประชากรเกิน 1,000 เหรียญสหรัฐ (ตอนนั้นไทยมี 101 เหรียญสหรัฐ สิงคโปร์แค่ 400 เหรียญสหรัฐ) แต่ถึงปี 2010 รายได้ต่อประชากรเวเนฯ อยู่ที่ 13,200 เหรียญสหรัฐ ด้อยกว่าซาอุฯ 30% และด้อยเพิ่มเป็น 44% ในปี 2013 (ตัวเลขธนาคารโลก)
หลังจากรัฐบาลเวเนฯ เริ่ม “ทวงคืน” พลังงาน กิจการน้ำมันก็ถดถอย และเมื่อประธานาธิบดีชาเวซขึ้นมามีอำนาจ ก็ได้ทำให้เวเนฯ เป็นสังคมนิยมเต็มรูปแบบมากขึ้น ยึดกิจการอื่นๆ เป็นของรัฐ จน “ทุนต่างประเทศหดหาย ทุนในประเทศหนีออก” อุตสาหกรรมทุกด้านแทบพังทลาย เศรษฐกิจชะงักงัน
ดร.ไสว บุญมา เล่าว่าเศรษฐกิจเวเนฯ ล้มลุกคลุกคลานมาหลายสิบปี จน 1 ใน 3 ของประชากรถูกจัดว่ายากจนข้นแค้น Forbes วิเคราะห์ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แม้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า แต่รายได้ต่อประชากรเวเนฯ กลับลดลง 2% หลังหักอัตราเงินเฟ้อ นับเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่งยวด
คุณบรรยงตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยช่วงปฏิรูปนี้มีกระแสพลังงานที่ “ตามอย่าง Venezuela เปี๊ยบเลย” เรากำลังจะเลือกว่าจะเป็นมิตรกับตลาดเหมือนเดิม ใช้กลไก ทรัพยากร เทคโนโลยีของตลาดมาช่วยเสริม พัฒนา และเก็บทรัพยากรรัฐไว้ทำแต่สิ่งจำเป็น ...หรือจะ “เลียนแบบท่าน Chavez แห่งเวเนซุเอลา” ใช้หลักชาตินิยม สังคมนิยม ตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาใหม่ ยึดทุกอย่างมาทำ ควบคุมราคาเอง “แล้วหวังว่าจะโคตรเก่ง โคตรดี ไม่มีการเมืองก้าวก่าย”
แล้วผลต่อเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยจะดีขึ้นหรือจะถดถอยสู่ความลำเข็ญอย่างเวเนซุเอลา? ดิฉันได้เล่าถึงปัญหาอื่นๆ อีกมากมายในบทความเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2558 สรุปได้ว่าเวเนซุเอลา “ยิ่งพัฒนายิ่งจน” บ้างก็ว่าเป็น Free fall คือดิ่งลงเหวและดิ่งเร็วเพราะราคาน้ำมันยังค่อนข้างต่ำ
จึงไม่แปลกที่มีการประท้วงใหญ่มากในท้องถนนเมื่อปีที่แล้ว แต่รัฐปราบปรามสำเร็จ มีคนตายกว่า 40 ทั้งนี้ ประชาธิปไตยในเวเนซุเอลามีการถ่วงดุลน้อยมาก น้อยยิ่งกว่าในระบบเผด็จการของไทยวันนี้
เวเนฯ รวยทรัพยากรกว่าไทยมากมายนัก ยังพังได้ แล้วถ้าไทยเดินตามเขา เราจะพังเร็วแค่ไหน?
คุณบรรยงตบท้ายด้วยการแปลคำพูดของรัฐบุรุษอังกฤษ วินส์ตัน เชอร์ชิล ว่า ใครที่ไม่เคยเป็นซ้ายก่อนอายุ 30 เป็นพวกที่ “ไม่มีหัวใจ” แต่ใครที่ยังเป็นซ้ายหลังอายุ 30 ก็ต้องเป็นพวก “ไร้สมอง” อาจจะแรงไปหน่อย แต่ก็น่าจะสะกิดหลายๆ คนให้สะดุ้งคิดบ้าง







