
แบงก์ประเมินบาทอ่อน ไม่ช่วยส่งออกโต
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อีก 0.25% เหลือ 1.5% และการออกมาตรการผ่อนคลายอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าวันเดียว 19 สตางค์ ปิดตลาดที่ 33.77-33.79 บาท/เหรียญสหรัฐ และระหว่างวันยังอ่อนค่าสูงสุดที่ระดับ 33.85 บาท/เหรียญสหรัฐอีกด้วย
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทไม่ถือว่าผิดปกติ และไม่ถือว่าเกิดความตื่นตระหนกของตลาด เพราะเงินบาทไทยกลับมาอ่อนค่าตามภูมิภาค บวกกับนักลงทุนมีขายสุทธิในตลาด ซึ่งมองว่าการอ่อนค่าลงของเงินบาทเป็นเรื่องที่ดีต่อภาคส่งออก
ขณะที่ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าแม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยดีขึ้น เนื่องจากเงินบาทจะอ่อนค่าประมาณ 2% เมื่อเทียบกับต้นปี ยังอ่อนค่าน้อยกว่าเงินริงกิตมาเลเซีย ที่อ่อนค่าลง 3% และรูเปียห์อินโดนีเซีย ที่อ่อนค่าแล้ว 6% ประกอบกับ ปัจจัยหลักของการส่งออก คือ กำลังซื้อในต่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงไม่ปรับเปลี่ยนการขยายตัวการส่งออกปีนี้ที่คาดว่าจะโต 0%
อย่างไรก็ตาม ผลดีของการที่เงินบาทอ่อนค่าครั้งนี้ คือ ทำให้ผู้ส่งออกของไทยมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเงินเหรียญสหรัฐที่ได้รับแลกได้เงินบาทเพิ่มขึ้น
“สำหรับผู้ส่งออก เงินบาทอ่อนค่าย่อมดีกว่า เพราะแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น ช่วยเรื่องสภาพคล่อง แต่ในแง่การแข่งขันการส่งออก เงินบาทถือว่าอ่อนค่าน้อยกว่าหลายสกุลในภูมิภาคนี้ รวมทั้งเวียดนามที่พร้อมจะทำให้ค่าเงินอ่อนลงได้เรื่อยๆ เพื่อช่วยส่งออก” เชาว์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น เชาว์ ระบุว่า ในหน้าตักของนักลงทุนต่างชาติยังมีตราสารหนี้ที่ถืออยู่ และได้ทยอยขายตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีผลต่อการขายตราสารหนี้ต่างๆ เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ล่าสุดตัวเลขการจ้างงานออกมาใช้ได้ แต่ตลาดยังเห็นว่าเฟดน่าจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยจากเดือน มิ.ย.นี้ ไปเป็นเดือน ก.ย. ซึ่งหากมีการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน ก.ย.จริง เงินบาทอาจจะอ่อนค่าลงอีกได้
นอกจากนี้ ยังต้องจับตาปัญหาการชำระหนี้ของประเทศกรีซ ที่ อาจจะเกิดเหตุเหนือความคาดหมายขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันต่อ ค่าเงินบาท
อย่างไรก็ตาม แม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงมาใกล้ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ขณะนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังไม่ปรับเป้าหมาย ที่คาดว่าสิ้นปีนี้เงินบาทจะอ่อนค่าไปอยู่ที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ
ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงในขณะนี้มาจากการลดดอกเบี้ยของ กนง. และการออกมาตรการของ ธปท. ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า จากนี้ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง และอาจจะมีการออกมาตรการอื่นๆ ออกมาเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าแนวต้านขณะนี้คือ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ เพราะค่าเงินในระดับนี้จะทำให้มีคนเริ่มขายเหรียญสหรัฐออกมา เนื่องจากไม่มีปัจจัยพื้นฐาน หรือ Real Factor ที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่า ทั้งการนำเข้า หรือคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ การลงทุนภาคเอกชนก็ยังไม่มาก
“แนวต้านที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้เกิดแรงเทขายออกมา ทำให้เงินบาทแข็งค่ากลับไปเคลื่อนไหวที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ ได้ใน 1-2 เดือนนี้ แต่โดยแนวโน้มแล้วมีปัจจัยต่างประเทศ หากที่ประชุมเฟดวันที่ 16-17 มิ.ย. มีการส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย ก็จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก โดยซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่าสิ้นปีนี้เงินบาทน่าจะอยู่ที่ระดับ 33.5-34 บาท/เหรียญสหรัฐได้” อมรเทพ กล่าว
ส่วนผลต่อการส่งออกนั้น อมรเทพ ระบุว่า เงินบาทที่อ่อนค่าไม่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันการส่งออกของไทย เพราะบาทยังอ่อนค่าน้อยกว่าเงินริงกิตมาเลเซีย และรูเปียห์อินโดนีเซีย







