
ตั้งแง่กีดกัน
อาจจะเป็นข่าวดีอีกชิ้นที่ทำให้ชาวนาได้ใจชื้น เมื่อทางการจีนตกลงว่า “จะ” ทำสัญญาซื้อข้าวสารฤดูกาลใหม่จากไทยในปริมาณ 1 ล้านตัน หลัง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปเยือนนครคุนหมิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8-10 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าวเป็นไปตามกรอบบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายข้าว 2 ล้านตัน ระหว่างไทยและจีนฉบับใหม่ ที่ผู้แทนทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อเดือน ธ.ค. 2557 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย และหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นประธานสักขีพยาน
อาจจะเป็นข่าวดีอีกชิ้นที่ทำให้ชาวนาได้ใจชื้น เมื่อทางการจีนตกลงว่า “จะ” ทำสัญญาซื้อข้าวสารฤดูกาลใหม่จากไทยในปริมาณ 1 ล้านตัน หลัง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปเยือนนครคุนหมิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8-10 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าวเป็นไปตามกรอบบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายข้าว 2 ล้านตัน ระหว่างไทยและจีนฉบับใหม่ ที่ผู้แทนทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อเดือน ธ.ค. 2557 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย และหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นประธานสักขีพยาน
แต่ข่าวดีที่ว่านั้นอาจไม่ได้ทำให้ราคาข้าวของไทยและราคาข้าวเปลือกของชาวนามีระดับราคาดีขึ้นจากปัจจุบันที่ราคาหล่นมาที่ 6,800-7,200 บาท/ตัน (ความชื้นเกิน 25%) เนื่องจากการซื้อขายและส่งมอบข้าวฤดูใหม่ให้กับจีนผ่าน บริษัท คอฟโก้ มีมาตรการ “กีดกัน” แฝงอยู่ในเงื่อนไขการส่งออกข้าว
แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว ระบุว่า แม้ไทยจะมีการทำสัญญาซื้อขายข้าวกับจีนได้จริง ก็ไม่ได้หมายความว่าการส่งออกข้าวไปจีน 1 ล้านตัน จะเป็นไปอย่างสะดวกและราบรื่น เพราะจีนตั้งเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกข้าวของไทย เริ่มตั้งแต่การตั้งวิธีการขนส่งข้าว ซึ่งจีนกำหนดให้ต้องนำข้าวใส่ “ตู้คอนเทนเนอร์” แล้วขนลงเรือไปส่งที่ปลายทาง แทนที่จะใช้วิธีปกติ คือ บรรจุข้าวใส่กระสอบและส่งไปปลายทาง ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกข้าวไปจีนอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2-3 หมื่นตัน/เดือน เพราะตู้คอนเทนเนอร์ไม่พอ
“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ สัญญาซื้อขายข้าวที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำกับจีนไว้ที่ 1 ล้านตัน ปรากฏว่ามีการส่งมอบแค่ 3 แสนตัน ที่เหลืออีก 7 แสนตันไม่มีการส่งมอบ เพราะเจอปัญหาเหล่านี้และจะเห็นได้ชัดเจนว่าจีนจงใจเบี้ยวไม่ซื้อข้าวล็อตนี้ เนื่องจากสัญญาระบุว่าจีนจะซื้อข้าวที่ 450 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ตอนนี้ราคาข้าวต่ำกว่า 400 เหรียญ/ตัน” แหล่งข่าวเปิดเผย
พร้อมกันนั้น จีนได้แต่งตั้งผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้าวสารฤดูกาลใหม่ที่ไทยจะส่งออกไปจีนตามสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีน “เลือก” ไว้ คือ กลุ่มบริษัทตรวจสอบและรับรองระบบแห่งประเทศจีน (ซี.ซี.ไอ.ซี กรุ๊ป) หากคุณภาพ “ไม่ผ่าน” ก็ไม่มีสิทธิส่งออกข้าวไปจีน ทั้งๆ ที่ระบบการตรวจสอบคุณภาพข้าวส่งออกข้าวของไทยก็เป็นไปตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว
นอกจากนี้ จีนยังกำหนดเงื่อนไขในการส่งออกจากไทยไปจีนเป็นการทั่วไปอีกว่า ผู้ที่จะส่งออกข้าวไปจีนจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร โดยระบุว่าเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานปลอดจากมอดแมลง หากไม่ขึ้นทะเบียนก็ส่งออกข้าวไปจีนไม่ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขั้นตอนและต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทยที่ส่งออกข้าวไปจีน
ท่าทีของจีนในการกีดกันข้าวไทย “อาจ” มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองเรื่องความร่วมมือรถไฟไทย-จีน แต่ถ้าว่ากันตามข้อเท็จริงแล้วหากไทยผูกสัญญาซื้อรถไฟจีนแลกกับการที่จีนต้องซื้อข้าวไทย ไทยจะมีตลาดส่งออกข้าวเป็นสิบๆ ปี แต่ต้องมีเงื่อนไขที่มีความ “ยุติธรรม” กับทั้งสองฝ่าย







