
กันกุลฯกำไรร่วง76%
GUNKUL ไตรมาสแรกกำไรตก เหตุรัฐล่าช้าซื้อไฟโครงการค้างท่อ SPCG กำไรหรู
GUNKUL ไตรมาสแรกกำไรตก เหตุรัฐล่าช้าซื้อไฟโครงการค้างท่อ SPCG กำไรหรู
น.ส.โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรสุทธิงวดไตรมาสแรกปี 2558 จำนวน 48.22 ล้านบาท ลดลง 76.67% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรัฐบาลเลื่อนการประกาศการตอบรับการซื้อไฟฟ้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินค้างท่อที่เหลือ โดยคาดว่าน่าจะประกาศภายในไตรมาส 2 ปี 2558
ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้ 250.28 ล้านบาท เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน จำนวน 1,135.58 ล้านบาท ลดลงจำนวน 885.3 ล้านบาท หรือ 77.76% เนื่องจากรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างทำได้เพียง 63.65 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 781.93 ล้านบาท ลดลงจำนวน 718.27 ล้านบาท หรือ 91.86%
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทที่ควบคุมร่วมกัน สำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2558 จำนวน 69.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 12.04%
ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทได้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จนสามารถจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วครบทุกโครงการ ซึ่งจะยังผลให้ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยที่บริษัทได้ถือ 26.16 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) 8 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี
ด้านต้นทุนทางการเงินงวดไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน จำนวน 12.95 ล้านบาท คิดเป็น 124.88% เนื่องจากบริษัทได้มีการกู้เงินผ่านตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้น เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในบริษัทบ่อย (บริษัท พัฒนาพลังงานลม) สำหรับดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 60 เมกะวัตต์
นางวันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) กล่าวว่า บริษัทมีกำไรงวดไตรมาสแรกปี 2558 จำนวน 557.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.12% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ จำนวน 1,356.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 65.62% มีสาเหตุมาจากบริษัทย่อยจำนวน 9 บริษัท ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งผลให้รายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จำนวน 397.63 ล้านบาท เช่น บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (อุดรธานี 1) บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 3) บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สกลนคร 2) และบริษัท โซล่า เพาเวอร์ (เลย 2) รวม 4 บริษัท เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือน เม.ย. 2557 บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (ขอนแก่น 6) บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (ขอนแก่น 9) และบริษัท โซล่า เพาเวอร์ (ขอนแก่น 10) รวม 3 บริษัท เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือน พ.ค. 2557 และบริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 1) บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 2) รวม 2 บริษัท เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือน มิ.ย. 2557
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นงวดไตรมาสแรกเท่ากับ 67.75% ต่ำกว่างวดเดียวกันของปี 2557 ที่ 72.85% จากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น
ด้านต้นทุนทางการเงินไตรมาสแรกอยู่ที่ 233.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.42% จากงวดเดียวกันของปี 2557 จากดอกเบี้ยจ่ายและค่าธรรมเนียมการกู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงานการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในส่วนเงินกู้ในส่วนของโซลาร์ฟาร์มและหุ้นกู้ ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสาระสำคัญของเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินและหุ้นกู้
บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เคทีบี (ประเทศไทย) แนะ “ซื้อ” GUNKUL ให้ราคาเหมาะสมปีนี้ที่ 33.20 บาท บริษัทประกาศงบใกล้เคียงกับที่คาดไว้ โดยมีกำไรสุทธิ 48.22 ล้านบาท ลดลง 39% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 77% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของรายได้จากงานก่อสร้างและการขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งไตรมาสนี้ทั้งสองธุรกิจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการภาครัฐที่มีการเลื่อนเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (ค้างท่อ 1,370 เมกะวัตต์) ออกไปเป็นไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม มองว่ากำไรสุทธิที่ตกต่ำในไตรมาสแรกจะเป็นจุดต่ำสุดของปี และจะทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 เพราะคาดว่าโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ตกค้างอยู่จะทยอยเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. จะหนุนให้ได้จากการขายอุปกรณ์และรับเหมาก่อสร้างของ GUNKUL เร่งตัวขึ้น จึงยังคงกำไรสุทธิทั้งปีนี้ประมาณ 768 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อน
นักวิเคราะห์บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่าผลการดำเนินงาน SPCG ยังอยู่ในประมาณการ และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 33.90 บาท/ หุ้นโดย แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า(PDP) ที่จะคลอดในช่วงกลางปีนี้ จะเปิดโอกาสให้ SPCG สร้างการเติบโต ได้อีก หลังประสบความสำเร็จจาก 36 ฟาร์มนี้แล้ว







