
โลกในอนาคต
โดย...DJ [email protected]
โดย...DJ [email protected]
“การเพิ่มผลิตภาพ” สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมวางกรอบดำเนินการภายใต้แผนแม่บท 5 ปี (2558-2563) ที่สอดคล้องกับกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทั่วโลก
ต่อเรื่องนี้ ดร.สันติ กนกธนาพร ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เล่าถึงเทรนด์สถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ที่เห็นว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศเพื่อให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะในอนาคตกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 50 ปีหลังจากนี้
พร้อมมองว่า “นวัตกรรม” ต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในวันข้างหน้าได้อย่างไรบ้าง อาทิ เมืองในอนาคตที่คาดว่าประชากรกลุ่มผู้หญิงจะ
มีมากกว่าผู้ชาย
ดังนั้นการวางแผนพัฒนาเพิ่มผลผลิตในประเทศจึงจำเป็นที่จะต้องมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรผู้หญิงมากขึ้น เพื่อทดแทนแรงงานชายที่อาจมีจำนวนน้อยลงในอนาคต เป็นต้น
ดังนั้น แผนแม่บท หรือมาสเตอร์แพลนที่วางไว้เป็นกรอบนั้น จะต้องมีความยั่งยืน สามารถตอบโจทย์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับทั่วโลกโดยเฉพาะในภาคของเศรษฐกิจที่หลายประเทศรวมทั้งไทยกำลังมุ่งไปยังกลุ่มธุรกิจรายย่อย หรือเอสเอ็มอี ที่มองว่าเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ ด้วยเปรียบเสมือนฐานของพีระมิดที่มีความกว้างที่สุด ดังนั้นก็จะต้องแข็งแรงที่สุด ถึงจะทำให้ยอดพีระมิดอยู่ได้
พร้อมมองต่อถึงเทรนด์ในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต มีดังนี้
1.เทคโนโลยี (Technology) ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อภาคการผลิตเป็นอย่างมาก ด้วยส่วนหนึ่งสอดคล้องกับปัจจัยที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ แรงงาน หรือบุคลากรผู้หญิงที่เข้ามามีบทบาททดแทนแรงงานชาย
2.อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ส (Internet of things) การที่อินเทอร์เน็ตจะเข้ามาเชื่อมต่ออุปกรณ์ทุกสิ่งให้สั่งการและทำงานได้ในทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวัน
และ 3.ภาคอุตสาหกรรมที่เคลื่อนเข้าสู่ยุค 4.0 (Industry 4.0) การผลิตสินค้าจำนวนมากให้ทันกับความต้องการ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้โรงงานแห่งเดียวผลิตสินค้าจากคำสั่งเจ้าของรายเดียวอีกต่อไป โดยเครื่องสามารถสั่งออร์เดอร์ไปยังแหล่งผลิตอื่นได้โดยอัตโนมัติ จากเดิมอุตสาหกรรมในยุค 1.0 ช่วงหลังสงครามโลกใช้เครื่องจักรไอน้ำ ถัดมาในยุค 2.0 มีการนำสายพานเครื่องจักรมาใช้ผลิตสินค้าจำนวนมาก และยุค 3.0 หรือราว ค.ศ. 1970 ที่นำเรื่องออโตเมทีฟ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่างๆ เข้ามามีบทบาทในภาคการผลิต
ทั้งนี้ จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น ดูแล้วอาจเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไกลตัว แต่ทว่าในอนาคตอันใกล้ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น “สิ่งปกติ” ที่ผู้ประกอบการธุรกิจทั่วโลกจะต้องเริ่มศึกษาพร้อมปรับตัวแล้วในขณะนี้







