
กางโมเดล 2 ประสาน เจาะตลาดซีแอลเอ็มวี
ตลาดเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี)มีความน่าสนใจมาก โดยคาดกันว่าปีนี้ตลาดกลุ่มนี้จะมีการเติบโตสูงถึง 10% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของตลาด ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดเพื่อการส่งออก และรองรับการลงทุนใหม่ๆ จากต่างชาติ
ตลาดเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี)มีความน่าสนใจมาก โดยคาดกันว่าปีนี้ตลาดกลุ่มนี้จะมีการเติบโตสูงถึง 10% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของตลาด ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดเพื่อการส่งออก และรองรับการลงทุนใหม่ๆ จากต่างชาติ
สนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชี้ว่า การจะเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าหากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงาน ก็จะทำให้ได้ทั้งการค้า การส่งออก และการลงทุน อีกทั้งยังทำให้การประสานความร่วมมือคืบหน้าไปได้เร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น อย่างเช่นกรณีที่ภาคเอกชนร่วมเดินทางกับคณะของกระทรวงพาณิชย์ไปหาช่องทางธุรกิจในต่างประเทศ
ทั้งนี้ การร่วมมือกันในลักษณะดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จ เนื่องจากภาครัฐได้มีโอกาสรับฟังข้อมูล อุปสรรคการลงทุนจากภาคเอกชนโดยตรง ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ทางภาครัฐจะนำข้ออุปสรรคไปหารือ เพื่อเจรจาหาทางแก้ปัญหาในลักษณะรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) ได้อีกทาง
โมเดลดังกล่าวได้เริ่มนำร่องใช้กับเวียดนามไปแล้ว โดยไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2563 จากปัจจุบันมูลค่าการค้าอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งได้จัดตั้งคณะทำงานการค้าร่วมกัน เพื่อเป็นหน่วยงานกลางติดตามข้อตกลงความร่วมมือทางการค้าต่างๆ และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น
“โมเดลนี้จะคล้ายกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจรวมกลุ่มแบบคลัสเตอร์ออกไปบุกตลาดต่างประเทศพร้อมกัน โดยมีรัฐบาลคอยให้การสนับสนุน ไม่ใช่ต่างคนต่างไป หรือแค่การจัดสัมมนาทั่วๆ ไป ที่ไปแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร”
สำหรับด้านภาคเอกชนของไทยนั้น สภาหอการค้าไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจออกไปบุกตลาดเพื่อนบ้าน โดยเบื้องต้นได้นำร่องโครงการในเวียดนามเป็นประเทศแรก หากประสบความสำเร็จก็จะใช้โมเดลดังกล่าวสำหรับการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อื่นๆ ต่อไป
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ทำโครงการพี่เลี้ยงเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2557 พบว่า ก่อให้เกิดความร่วมมือลงทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยและเวียดนามแล้ว 12 ราย คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 1,300 ล้านบาท
สนั่นขยายความเพิ่มอีกว่า สาเหตุที่เลือกเวียดนามเป็นโครงการนำร่องเพราะน่าลงทุนมากที่สุดหากเทียบกับประเทศอื่น เป็นประเทศที่เปิดกว้างด้านการค้า การลงทุน กฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ มีความชัดเจน การเมืองมีเสถียรภาพ และค่าเงินไม่ผันผวนมากนัก ขณะเดียวกันยังมีธนาคารของไทย เช่น ธนาคารกรุงเทพ เข้าไปขยายธุรกิจในเวียดนามนานแล้ว ซึ่งสามารถให้บริการและให้คำปรึกษาทางการเงินแก่นักธุรกิจไทยในเวียดนามด้วย
สำหรับเป้าหมายต่อไปที่จะนำโมเดลนี้ไปใช้คือ กัมพูชา ที่ตลาดน่าสนใจ สินค้าทุกอย่างล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสินค้าไทยได้รับความนิยมมาก จึงเป็นทั้งช่องทางและโอกาสในการเข้าไปลงทุนและขยายตลาด ขณะที่การเข้าไปลงทุนในพม่า ปัจจุบันยังค่อนข้างลำบากสำหรับผู้ประกอบรายใหม่ๆ เพราะต้องมีใบอนุญาตนำเข้าสินค้าเกือบทุกชนิด และระบบสาธารณูปโภคยังไม่พร้อมโดยเฉพาะไฟฟ้า ส่วนลาวสามารถทำธุรกิจได้ง่ายกว่าพม่า เพราะยังพอสื่อสารกันได้ง่ายกว่า
“การออกไปลงทุนในประเทศซีแอลเอ็มวี สิ่งสำคัญที่จะต้องสนใจคือ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เพราะสินค้าในภูมิภาคนี้มีสินค้าที่คล้ายกันหลายตัว ทำให้กำแพงทางการค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา”
อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีอาเซียนเต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลลดขั้นตอนด้านกฎระเบียบเพื่อให้การทำการค้าคล่องตัว เช่น การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ควรเกิน 30 วัน จากปัจจุบันใช้เวลาเป็นปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องการเงินของธุรกิจ รวมถึงการจัดทำเขตปลอดภาษีชายแดน และลดเวลาพิจารณาการปล่อยสินค้าข้ามแดน







