
ดัชนีอุตฯเดือนพ.ค.ขยายตัว15.9%
ดัชนีอุตสาหกรรม เดือนพ.ค. ขยายตัว 15.9% ขณะที่การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 64% โดยมีอุตสาหกรรมน้ำดื่ม ยานยนต์ ฮาร์ดดิสไดร์ฟ เป็นผู้นำการขยายตัว
ดัชนีอุตสาหกรรม เดือนพ.ค. ขยายตัว 15.9% ขณะที่การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 64% โดยมีอุตสาหกรรมน้ำดื่ม ยานยนต์ ฮาร์ดดิสไดร์ฟ เป็นผู้นำการขยายตัว
นายสมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. 2553 อยู่ที่ระดับ 184.94 ขยายตัว 15.9% มีอัตรกาการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64% โดยอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลต่อการขยายตัวที่สำคัญ ประกอบด้วย การผลิตน้ำดื่ม ยานยนต์ ฮาร์ดดิสไดร์ฟ การแปรรูปสัตว์น้ำ และการผลิตเหล็ก
การผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด มีการผลิตเพิ่มขึ้น 17.2% และจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น 10.2% เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพ โดยเชื่อว่าการดื่มน้ำบริสุทธิ์บรรจุขวดที่ผลิตจากโรงงานมีความสะอาด ผู้ผลิตจึงมีการจัดกิจกรรมการขายหลายรูปแบบทำให้ผู้ผลิตโภคมีทางเลือกมากขึ้น ประกอบกับเดือนพ.ค.อยู่ในช่วงฤดูร้อน จึงมีความต้องการบริโภคน้ำดื่มในปริมาณสูง ส่งผลต่อการขยายตัวดังกล่าว
ด้านการผลิตยานยนต์ การผลิตขยายตัว 90.6% และจำหน่ายขยายตัว 78.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวของรถยนต์ทุกประเภท เนื่องจากผู้ผลิตเร่งผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผุ้บริโภคทั้งในประเทศและการส่งออก โดยในเดือนพ.ค.การส่งออกรถยนตืสูงขึ้นกว่า 135.25% และคาดว่าทั้งปีมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 1.4 ล้านคัน เป็น 1.5-1.6 ล้านคัน แบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 7 แสนคัน และส่งออก 9 แสนคัน
ขณะที่กลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ การผลิตและจำหน่ายปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 14.5 และ 6.4% ตามลำดับ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และการปรับตัวของผู้ผลิตที่สามารถผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และมีผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ออกมากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดต่างประเทศที่สำคัญ คือ จีน และสหรัฐอเมริกา ดดยตลอดปี 2553 มีทิศทางการขยายตัวที่ดี เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่แข็งแกร่ง สามารถรับคำสั่งซื้อได้เป้นจำนวนมากและส่งมอบสินค้าได้ทันตามกำหนด จึงคาดว่าทั้งปีการส่งออกน่าจะขยายตัวอยู่ประมาณ 10%
การผลิตอาหารแปรรูปจากสัตว์น้ำ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตและจำหน่ายปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.6% และ 14.7% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่ขยายตัวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสินค้าหลัก เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง และเนื้อปลาแช่แข็ง ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลกเนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และช่วงเดือนพ.ค.นี้มีปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวแม็กซิโกทำให้สหรัฐอเมริกาสั่งนำเข้ากุ้งจากไทยมากขึ้น
การผลิตเหล็ก การผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้น 42.0% และ 27.6% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นไปตามทิศทางการขยายตัวของธุรกิจก่อสร้าง และโครงการใหญ่ของรัฐบาลในด้านการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในด้านต่างๆมีความชัดเจนยิ่งขึ้น และราคาเหล็กในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีการปรับตัวให้สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบแร่เหล็กมากนัก







