
นายกฯห่วงคัดประธานธปท.
“อำพน” ชิงดำ “สรรเสริญ” ขึ้นประธานบอร์ด ธปท. นายกฯ ห่วงการเมืองแทรก
“อำพน” ชิงดำ “สรรเสริญ” ขึ้นประธานบอร์ด ธปท. นายกฯ ห่วงการเมืองแทรก
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการคัดเลือกเพื่อพิจารณาเลือกประธานกรรมการ (บอร์ด) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มี นายสมพล เกียรติไพบูลย์ เป็นประธาน จะมีการประชุมเพื่อคัดเลือกประธานบอร์ด ธปท. โดยขณะนี้มีการเสนอชื่อผู้เข้ารับการคัดเลือก 2 ราย คือ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สามารถได้รับการคัดเลือกอีก 1 วาระ โดยได้รับการเสนอชื่อโดยนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง อีกรายคือ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม อดีต รมช.คมนาคม ได้รับการเสนอชื่อโดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการแต่งตั้งนายอำพนเป็นประธานบอร์ด ธปท.อีกวาระ และจะอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี ไปจนถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้ง จะเป็นการเปิดทางให้การเมืองแทรกแซงได้ เพราะนายอำพนมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการ ครม.ที่ต้องทำงานรับนโยบายจากรัฐบาล
“เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจมาก เพราะมีการทักท้วงการแต่งตั้งเลขาธิการ ครม.มาเป็นประธานบอร์ด ธปท.อีกครั้ง แม้ว่านายอำพนจะเป็นประธานบอร์ด ธปท.มาก่อน แต่เป็นการคัดเลือกจากรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ส่วนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ จึงอยากให้คณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นหน้าตาของประเทศ” แหล่งข่าวระบุ
นอกจากนี้ คณะกรรมการจะมีการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ธปท. แทนผู้ที่ครบวาระอีก 2 ราย คือ นายอนุสรณ์ธรรมใจ ที่สามารถได้รับการคัดเลือกอีก 1 วาระ และนายคณิศ แสงสุพรรณ ที่เป็นกรรมการครบ 2 วาระตามกฎหมาย จึงต้องคัดเลือกใหม่
สำหรับความคืบหน้าหลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง รวม 0.5% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงเหลือ 1.5% ล่าสุดแหล่งข่าวจาก ธปท.ยอมรับว่า การลดดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต้นทุนกู้ยืมเงินของรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับลดลงมากนัก รวมทั้งไม่ได้ทำให้สินเชื่อขยายตัว เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับลดเป้าหมายสินเชื่อปีนี้จากเดิมขยายตัว 8-10% เหลือ 5-7% เท่านั้น รวมทั้งระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น
ด้าน นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้ปรับลดลงบ้าง อยู่ที่ระดับ 3.05% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าประมาณ 0.06% แต่ไม่ได้เกิดจากการลดดอกเบี้ยของ กนง. แต่เพราะลูกหนี้จัดชั้นเพิ่มขึ้น เพราะความสามารถในการชำระหนี้ลดลงจากรายได้ที่น้อยลง และอาจมีภาระตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นด้วย







