
สงครามราคาข้าวระเบิดยาว
เซียนชี้ข้าวไทยเข้าสู่ภาวะสงครามราคาจนถึงไตรมาส 3 หอมมะลิรับส้มบาทอ่อน หวั่นเสียแชมป์ส่งออก
เซียนชี้ข้าวไทยเข้าสู่ภาวะสงครามราคาจนถึงไตรมาส 3 หอมมะลิรับส้มบาทอ่อน หวั่นเสียแชมป์ส่งออก
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงสถานการณ์การส่งออกข้าวของไทยในปีนี้ ว่า ต่อจากนี้ไปจะเริ่มเห็นเทรนด์การทำสงครามราคาส่งออกข้าวเกิดขึ้นแน่นอน และคาดว่าจะลากยาวไปจนถึงช่วงไตรมาส 3/2558
ขณะนี้การแข่งขันของตลาดข้าวในตลาดโลกมีมาก โดยเฉพาะประเทศอินเดียที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีปริมาณข้าวในสต๊อกจำนวนมากขนาดนั้น ดังนั้นจึงต้องรอดูปริมาณผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ของอินเดียที่กำลังจะออกมา เพราะถ้าออกมาไม่ดีก็อาจช่วยเบรกราคาไม่ให้ตกต่ำลงไปกว่านี้ได้
ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณการส่งออกข้าวของไทยปีนี้ น่าจะทำได้แค่ 8.5 ล้านตัน เป็นระดับเดียวกับช่วงปี 2553 โดยช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกได้รวม 2.6 ล้านตัน ขณะที่มูลค่าการส่งออกข้าวในปีนี้ คาดว่าจะลดลงประมาณ 15% จากมูลค่าการส่งออกรวมปีที่ผ่านมาซึ่งในแง่ปริมาณอาจทำให้ไทยเสียแชมป์การส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกได้
นายชูเกียรติ ชี้แจงว่า การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ก็ทำให้ราคาส่งออกข้าวในตลาดโลกลดลงตามไปด้วย โดยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงทุกๆ 1 บาท มีผลให้ราคาส่งออกข้าวลดลง 10 เหรียญสหรัฐ/ตัน (ข้าวขาว) ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวขาวของไทยในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 385 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ราคาข้าวขาวของเวียดนามอยู่ที่ 355-360 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนข้าวขาวอินเดียอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐ/ตัน
“การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จึงน่าจะเป็นผลดีต่อตลาดข้าวหอมมะลิมากกว่า เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงทุกๆ 1 บาท จะทำให้ราคาข้าวหอมลดลง 20-25 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิหลุดมาอยู่ที่ระดับ 800 กว่าเหรียญสหรัฐ/ตัน จากก่อนหน้า 1,100-1,200 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งน่าจะทำให้สามารถขายได้มากขึ้น แต่ก็ต้องแข่งกับข้าวหอมมะลิจากกัมพูชาที่มีราคาใกล้เคียงกัน” นายชูเกียรติ กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องแข่งกับเวียดนามด้วย เพราะเวียดนามก็เร่งทำการตลาดระบายข้าวมากขึ้น หลังจากที่จีนมีนโยบายปิดพรมแดนเพื่อระบายข้าวเก่าในประเทศ
ตัวเองออกมาก่อน ทำให้ข้าวจากเวียดนามที่เคยส่งเข้าไปขายในจีนลดลง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อไทย เพราะจะมีเวียดนามและจีนหันมาทำตลาดแข่งกับไทย
อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงนั้น ยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศ โดยราคาข้าวเปลือกจะอยู่ที่ 7,700-7,800 บาท/ตัน ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 6,500 บาท/ไร่ แต่เชื่อว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 33.50-34 บาท/เหรียญสหรัฐ จะส่งผลดีต่อการส่งออก







