
แก้กม.การค้ารับมือทุน
ในขณะที่การค้าของไทยได้ขยายตัวเข้าสู่การแข่งขันรุนแรงและการทำธุรกิจก็มีความซับซ้อนมากขึ้น
ในขณะที่การค้าของไทยได้ขยายตัวเข้าสู่การแข่งขันรุนแรงและการทำธุรกิจก็มีความซับซ้อนมากขึ้น มีการกีดกันและอาศัยอำนาจที่เหนือกว่าของผู้ค้ารายใหญ่เข้ากีดกันรายย่อยนั้น ดูเหมือนว่า พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ที่ใช้มา 16 ปี กลับไม่สามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการรายใดได้เลย
สันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ยอมรับว่า กฎหมายที่ใช้อยู่ยังมีช่องโหว่ ต้องปรับปรุงให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยเฉพาะต้องแยกให้สำนักงานแข่งขันทางการค้ามาเป็นองค์กรอิสระ เพื่อปลอดการครอบงำของกลุ่มทุนที่อาจสัมพันธ์กับนักการเมือง
นอกจากนี้ กรรมการจะต้องคัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ใช่มาจากตัวแทนของเอกชนเหมือนปัจจุบัน และปรับเปลี่ยนเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดจากเดิม ส่วนแบ่ง 50% ยอดขาย 1,000 ล้านบาท ให้เป็น 30% ยอดขาย 500 ล้านบาท จะครอบคลุมการดูแลธุรกิจได้ทั่วถึงมากขึ้น
“การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่กำลังดำเนินการ ขณะนี้ได้ฟังความคิดเห็นขั้นสุดท้ายเสร็จแล้ว โดยทุกฝ่ายเห็นด้วยให้ปรับเงื่อนไขเดิม ทั้งแยกเป็นองค์กรอิสระรวมรัฐวิสาหกิจเข้ามาอยู่ในกฎหมาย และได้เสนอเรื่องไปยัง รมว.พาณิชย์พิจารณา คาดว่าจะให้ ครม.อนุมัติได้เร็วๆ นี้ หากเห็นชอบก็จะไปยัง สนช. ซึ่งคาดว่าการแก้ไขจะทันใช้ในรัฐบาลชุดนี้” สันติชัย ระบุ
ด้าน รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แสดงความเห็นว่า ต้องย้อนกลับไปยังกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่ออกมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งไร้ประสิทธิภาพและการควบคุม ทำให้กลุ่มทุนต่างๆ รุกคืบเข้าไปตามชุมชน เป็นเหตุให้โชห่วยหลายร้านปิดกิจการ
"รัฐต้องมาคุยรับฟังความเห็นจากประชาชน หากปล่อยไว้จะอันตรายมาก เพราะคนไม่มีอาชีพ เนื่องจากกลุ่มทุนแย่งไปหมด สุดท้ายเมื่อประชาชนไม่มีงาน รายได้ อาชญากรรมก็เกิดขึ้น เมื่อประชาชนไม่เงินซื้อของ กลุ่มทุนก็ได้รับปัญหาตามมา คือขายไม่ได้ ทุกอย่างก็ย้อนกลับมาลงที่รัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ดังนั้น ควรใช้มาตรา 44 เข้าจัดการ โดยห้ามเกรงใจกลุ่มทุน" รสนา กล่าว







