
ยักษ์ใหญ่ใจดี ยิ่งให้ยิ่งได้คืน
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ถึงธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ดูเหมือนจะรังแกรายย่อย แต่อีกกระแสที่มาแรงไม่แพ้กัน
โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ถึงธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ดูเหมือนจะรังแกรายย่อย แต่อีกกระแสที่มาแรงไม่แพ้กัน คือการที่บริษัทขนาดใหญ่เอื้อมมือไปร่วมพัฒนาสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจในชุมชน และเป็นมากกว่าการทำธุรกิจเพื่อสังคม เพราะเป็นการเข้าไปช่วยเหลือให้ชุมชนเลี้ยงตัวเองได้
นารายณ์ อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้ากระเป๋าผ้า ของใช้จากผ้าที่โด่งดังในต่างประเทศภายใต้แบรนด์ นารายา คือตัวอย่างที่สะท้อนภาพการทำธุรกิจที่พึ่งพาเกื้อหนุนกัน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นารายาเติบโตอย่างน่าสนใจ มีการตั้งโรงงานผลิตขึ้น 4 โรงงาน และจะเปิดเพิ่มอีก 1 โรงงาน ต้นปี 2559 มีผลผลิตที่ขายได้ปีละกว่า 10 ล้านชิ้น และแต่ละร้านมีคนเข้าคิวซื้อยาวเหยียดในแต่ละวัน
แทบไม่น่าเชื่อว่าจำนวนผลผลิตเหล่านั้นมาจากฝีมือแรงงานชาวบ้านถึง 50% เป็นกลุ่มชาวบ้านที่ร่วมกับนารายามากกว่า 3,000 ครอบครัว และกระจายตัวออกในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
วาสนา รุ่งแสนทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด (นารายา) กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายชัดเจนที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีและครอบครัวในชนบท เพราะเห็นว่าปัจจุบันมีสตรีมากมายต้องทิ้งลูกให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย เพราะตัวเองต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นๆ ต้องห่างพ่อ แม่ ลูก และสามี จึงเกิดความคิดว่าถ้าสตรีเหล่านั้นสามารถนั่งทำงานที่บ้านได้ เขาก็จะมีรายได้โดยไม่ต้องห่างครอบครัว หรือทิ้งงานอย่างใดอย่างหนึ่ง
นารายาจึงวางรูปแบบการทำธุรกิจร่วมกับชุมชน โดยให้ชาวบ้านบริหารจัดการเอง เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง นารายาจะเข้าไปสอนในเรื่องการบริหารจัดการ การรับส่งสินค้า การดูแลการผลิต บัญชี และการออม รวมทั้งร่วมจัดหาเงินทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ เป็นพี่เลี้ยงจนกว่าจะยืนด้วยตัวเองได้
ขณะนี้นารายาวางแผนจะขยายความร่วมมือผลิตไปยังครอบครัว ภรรยาข้าราชการชั้นผู้น้อย
“นักธุรกิจคือส่วนหนึ่งของสังคมประเทศ ถ้านักธุรกิจทุกคนสามารถดูแลครอบครัวของตัวเอง พนักงานของบริษัทตัวเอง ทำให้เขาทั้งหลายอยู่ดี กินดี อบรมให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ทั้งกับตัวเองและกับคนอื่นๆ นี่คือการตอบแทนสังคมและประเทศชาติ วิถีเช่นเรากำลังทำอยู่กับครอบครัวของเรา กับทุกชีวิตใต้ร่มนารายา” วาสนา สะท้อนแนวคิดการทำธุรกิจกับสังคม
ปัจจุบันสินค้าของนารายาวางจำหน่ายในประเทศ 21 สาขา เน้นห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน และยังมีสาขาในต่างประเทศ 5 ประเทศ รวม 11 สาขา เช่น ฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน และมีแผนจะขยายไปยังญี่ปุ่น กัมพูชา และอินโดนีเซีย
การให้อาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน สิ่งที่นารายาได้รับคือ สินค้าแฮนด์เมดที่แตกต่างและเป็นจุดขายของนารายาจนต่างชาติติดใจ เรียกว่าถ้าเห็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะฮ่องกงถือกระเป๋าผ้า บอกได้ทันทีว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของนารายาแน่นอน
อย่าว่าแต่นารายาที่ทำเช่นนั้น แม้แต่บริษัทข้ามชาติอย่าง สตาร์บัคส์ ที่คนติดกันงอมแงมก็ให้ความสำคัญกับการตอบแทนชุมชนเช่นกัน โดยถือเป็นพันธสัญญาของสตาร์บัคส์ทั่วโลกในการสร้างสัมพันธภาพที่ยั่งยืนระหว่างสตาร์บัคส์กับชาวไร่ผู้ปลูกกาแฟ ภายใต้แนวคิดที่ว่าธุรกิจสามารถส่งผลดีต่อสังคมรอบข้างได้
“สตาร์บัคส์ที่ต้องการตอบแทนคืนสู่ชุมชน และให้ความช่วยเหลือชุมชนชาวไร่กาแฟให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน” สุมนพินทุ์ โชติกะพุกกณะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) กล่าวยืนยัน
แผนงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของสตาร์บัคส์ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ เลือกซื้อเมล็ดกาแฟอย่างเป็นธรรม การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมช่วยเหลือชุมชนที่ดำเนินธุรกิจอยู่
สตาร์บัคส์มีหลักในการทำงานร่วมกับชาวไร่กาแฟที่น่าสนใจ คือ 1.ให้ราคาสูงเพื่อช่วยให้ชาวไร่มีกำไรและเลี้ยงครอบครัวได้ 2.ส่งเสริมให้มีการเข้าร่วม C.A.F.E. Practices ซึ่งเป็นแนวทางในการรับซื้อเมล็ดกาแฟที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
3.ช่วยจัดหาสินเชื่อเพื่อชาวไร่ผู้ปลูกกาแฟ 4.สนับสนุนด้านเงินทุนในโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมในประเทศที่ปลูกกาแฟ 5.รับซื้อกาแฟที่ปลูกตามแบบดั้งเดิม (ปลูกใต้ร่มเงาไม้) และกาแฟที่ได้รับการรับรอง (Certified Organic) เพื่อส่งเสริมการมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ขณะที่ สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัวโครงการสตาร์บัคส์ ม่วนใจ๋ เบลนด์ โดยรับซื้อในราคาที่ยุติธรรมและเป็นราคาที่ตกลงร่วมกัน มีการสั่งซื้อระยะยาว กาแฟที่ปลูกจะต้องไม่มีการใช้สารเคมี เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและรักษาแหล่งน้ำใต้ดินให้สะอาด อีกทั้งต้องเป็นกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ตามธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรายได้ 5% จากการจำหน่ายกาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ จะนำไปใช้ในการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบชลประทานหรือการศึกษา
ปัจจุบัน กาแฟ สตาร์บัคส์ ม่วนใจ๋ เบลนด์ ได้วางจำหน่ายในประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไต้หวัน และฮ่องกง และยังนำมาเป็นหนึ่งในส่วนผสมในรูปของช็อกโกแลตที่เคลือบด้วยผงกาแฟอีกด้วย
เรียกว่า ยิ่งให้ยิ่งได้กลับคืนมามากกว่าหลายเท่า...







