
รื้อพรบ.ปิโตรเลียม ตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ
ภายหลังรัฐบาลกำหนดกรอบเวลา 3 เดือน ให้ศึกษาแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อลดกระแสความขัดแย้งทางสังคมในเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ได้สรุปผลศึกษาเป็นที่เรียบร้อย โดยเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้ายจากทุกภาคส่วน เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ สรุปรายงานไปยัง สนช.ก่อนส่งกลับไปยังรัฐบาลอีกครั้ง
ภายหลังรัฐบาลกำหนดกรอบเวลา 3 เดือน ให้ศึกษาแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อลดกระแสความขัดแย้งทางสังคมในเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ได้สรุปผลศึกษาเป็นที่เรียบร้อย โดยเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้ายจากทุกภาคส่วน เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ สรุปรายงานไปยัง สนช.ก่อนส่งกลับไปยังรัฐบาลอีกครั้ง
สาระสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ คือ รูปแบบการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากปัจจุบันที่ยังใช้ระบบสัมปทาน ซึ่งมีข้อเสนอทั้งระบบแบ่งปันผลผลิต หรือระบบจ้างผลิต
จากการศึกษา พบว่า ระบบสัมปทานสมัยใหม่ จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ เนื่องจากพื้นที่การให้สัมปทานถูกจำกัดให้มีขนาดเล็กลงและระยะเวลาสัมปทานสั้นลงจากเดิม แต่สามารถขยายเวลาสัมปทานได้หากการผลิตปิโตรเลียมยังคงให้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อยู่ แต่สัมปทานอาจสิ้นสุดลงโดยเร็ว
แต่หากการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมไม่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ ในระบบสัมปทานใหม่ รัฐในฐานะเป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินกิจการมากขึ้น ผู้ได้รับสัมปทานต้องนำเสนอโปรแกรมการทำงานและข้อผูกมัดทางการเงิน ตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และกำหนดแผนงานในการคืนพื้นที่ด้วย โดยรัฐจะได้รับผลประโยชน์ในรูปตัวเงินจากค่าภาคหลวง ที่คำนวณตามสัดส่วนของมูลค่าผลผลิต
สำหรับอัตราค่าภาคหลวงนี้อาจอยู่ในรูปของค่าคงที่หรือขั้นบันไดตามปริมาณผลผลิต และมีการจัดเก็บภาษีเงินได้สุทธิ ซึ่งรัฐบาลสามารถเรียกเก็บโบนัสเมื่อพบแหล่งปิโตรเลียมหรือเมื่อผลิตได้ในปริมาณที่กำหนด ที่สำคัญ รัฐยังมีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมการตัดสินใจของบริษัทในบางกรณี
สำหรับระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต เป็นระบบให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่รัฐอยู่ในฐานะของผู้จ้างและมีกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมที่ผลิตได้ ผู้ประกอบการอยู่ในฐานะผู้รับจ้างและรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการสำรวจและขุดเจาะ มีหลักการดังนี้ 1.การจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เพื่อเป็นตัวแทนของรัฐ มีสิทธิเพียงรายเดียวในการสำรวจและให้สิทธิเกี่ยวกับปิโตรเลียม
2.กรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมเป็นของรัฐหรือบริษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยจะโอนไปให้คู่สัญญาเฉพาะในส่วนที่รัฐแบ่งให้ตามสัญญา 3.บริษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงทางเงินทุนและเทคนิคการสำรวจผลิตปิโตรเลียม 4.ผลผลิตส่วนที่เหลือหลังจากหักน้ำมันส่วนต้นทุน เรียกว่า น้ำมันหรือก๊าซ ส่วนกำไรจะเป็นส่วนที่รัฐบาลและบริษัทน้ำมันเอกชนตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กัน และ 5.กรรมสิทธิ์ในเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ จะโอนไปเป็นของรัฐหรือบริษัทน้ำมันแห่งชาติทันที และรัฐสามารถร่วมบริหารจัดการทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ
ส่วนระบบรับจ้างบริการ เป็นระบบสัญญาที่ให้ผู้ประกอบการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในฐานะของ “ผู้รับจ้าง” ต้องทำตามหลักเกณฑ์และคำสั่งของรัฐ โดยไม่มีกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลียมที่ขุดเจาะขึ้นมาได้
พล.ท.อำพน ชูประทุม ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบสัมปทานไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีขึ้นไป ถือเป็นความท้าทาย ซึ่งจากการหารือกับบริษัทน้ำมันเอกชนก็ไม่ได้รังเกียจกับระบบนี้ ดังนั้นไม่ว่าระบบสัมปทาน หรือระบบพีเอสซี เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐและเอกชนที่จะสร้างความสมดุลระหว่างกันได้
โดยสรุปแนวทางดำเนินการไว้ 3 ระยะ คือ 1.ระยะเร่งด่วนคือแก้กฎหมายเปิดกว้างให้มีทางเลือกนำระบบต่างๆ มาใช้ 2.แผนระยะกลางคือจัดตั้งคณะทำงานเพื่อทำกฎหมายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และ 3.แผนระยะยาว จัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติที่มีโครงสร้างบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติรองรับระบบพีเอสซี
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อนุกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 กล่าวว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ฯ จะต้องดำเนินการปรับปรุงคู่กันเพราะเกี่ยวข้องกัน เพื่อรองรับกับการนำระบบพีเอสซีมาใช้ ขณะเดียวกันจะต้องทบทวนสูตรการคำนวณเพื่อเสียค่าภาคหลวง ให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐสูงสุด ตลอดจนกำหนดให้การชำระค่าภาคหลวงและค่าภาษีต้องเป็นเงินตราไทยเท่านั้น
รวมทั้งกำหนดให้ผู้รับสัมปทานยื่นแผนการผลิต รายงานผลการประกอบกิจการปิโตรเลียม แผนงานและงบประมาณประจำปี และงบบัญชีค่าใช้จ่าย และงบการเงินประจำปีต่อกรมสรรพากรด้วย







