
ลั่น3ปีชิงท็อปทรีนมพร้อมดื่ม
เอฟแอนด์เอ็น เปิดศึกรุกตลาดนมทุกกลุ่ม ทุ่ม 150 ล้านบาท ลุยนมวัวพร้อมดื่ม ลั่น 3 ปี ขึ้นท็อปทรีกวาดแชร์ 10-15%
เอฟแอนด์เอ็น เปิดศึกรุกตลาดนมทุกกลุ่ม ทุ่ม 150 ล้านบาท ลุยนมวัวพร้อมดื่ม ลั่น 3 ปี ขึ้นท็อปทรีกวาดแชร์ 10-15%
นายการณ์ จิตรวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) ในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนบุกตลาดนมพร้อมดื่มครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีในตลาด โดยเฉพาะนมยูเอชที โดยจะเปิดตัวสินค้าปีละอย่างน้อย 1 รายการ ประเดิมเปิดตัวนมวัวพร้อมดื่มยูเอชทีแมกโนเลีย กิงโกะ พลัส ลงตลาด และมีแผนเปิดตัวนมถั่วเหลือง นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม ในปีถัดไป
สำหรับเอฟแอนด์เอ็น เป็นผู้ดำเนินธุรกิจนมพร้อมดื่ม ทำให้บริษัทต้องเร่งขยายสินค้าให้ครบทุกกลุ่ม จากปัจจุบันสินค้าของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดนมข้นหวานและนมข้นจืด 3 แบรนด์ ได้แก่ คาร์เนชั่น ทีพอท และนมตราหมี เพื่อผลักดันให้เอฟแอนด์เอ็นเป็นบริษัทที่คนไทยและอาเซียนประทับใจ และรู้จักสินค้าทุกแบรนด์ทัดเทียมกับแบรนด์ระดับโลก อาทิ โฟร์โมสต์
ทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท ทำตลาดนมวัวยูเอชทีแมกโนเลีย กิงโกะ พลัส วางตำแหน่งเป็นนมวัวพร้อมดื่มฟังก์ชันนัลรายแรกในไทย เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมาย 18-35 ปี โดยเตรียมจัดกิจกรรมการตลาดครบวงจร และแจกสินค้าตัวอย่างกว่า 1 ล้านคน รวมทั้งวางแผนส่งออกไปตลาดต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์
“นโยบายของบริษัทไม่เน้น ทำตลาดนมพาสเจอไรซ์ในไทย ส่วนกำลังผลิตขณะนี้ใช้โรงงาน โออิชิเป็นผู้ผลิต และอนาคตจะผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ ใช้ความแข็งแกร่งการกระจายสินค้าของเสริมสุข เพื่อผลักดันให้สินค้าครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยมั่นใจว่าเอฟแอนด์เอ็นจะเป็นบริษัทหนึ่ง ที่เข้าไปเสริมทัพกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ให้มีสัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 10% เป็น 50% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ภายใต้วิสัยทัศน์ ปี 2563 ของกลุ่มไทยเบฟ”
ขณะที่ตลาดนมวัวพร้อมดื่ม ยูเอชที มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 8-10% ซึ่งไทยยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก เพราะอัตราการ ดื่มนมของคนไทยมีเพียง 14-15 ลิตร/คน/ปี เมื่อเทียบกับคนมาเลเซีย 30 ลิตร/คน/ปี คาดว่าปีแรกนมวัวพร้อมดื่มแมกโนเลียจะชิงส่วนแบ่ง 5% หรือมีรายได้ 700-800 ล้านบาท และ 3 ปี เพิ่มส่วนแบ่งเป็น 10-15% ติด 1 ใน 3 ของตลาด จากปัจจุบันโฟร์โมสต์ผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งกว่า 40% ไทยเดนมาร์คกว่า 20-30% หนองโพ 10%
ด้านรายได้สิ้นปีนี้ตั้งเป้า 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 10-12% จากปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นนมคาร์เนชั่น 6,000 ล้านบาท นมตราหมี 2,000–3,000 ล้านบาท และทีพอท 1,500 ล้านบาท และอื่นๆ อีก 2,500 ล้านบาท ส่วนรายได้ต่างประเทศ 1,000 ล้านบาท มาจากตลาดลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม โดยเป้าหมาย 5 ปี เพิ่มรายได้เป็น 2 หมื่นล้านบาท กำไร 1,500 ล้านบาท







