
เปลี่ยนมุมมอง
สถานการณ์ส่งออกของประเทศไทย อยู่ในสภาวะน่ากังวล โดยกระทรวงพาณิชย์ ยอมหั่นลดเป้าหมายจาก 4% เหลือ 1.2% ขณะที่ภาคเอกชนหลายแห่งคาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้น่าจะขยายตัว 0.5-1% ขณะที่บางสำนักเชื่อว่าจะไม่เติบโต
สถานการณ์ส่งออกของประเทศไทย อยู่ในสภาวะน่ากังวล โดยกระทรวงพาณิชย์ ยอมหั่นลดเป้าหมายจาก 4% เหลือ 1.2% ขณะที่ภาคเอกชนหลายแห่งคาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้น่าจะขยายตัว 0.5-1% ขณะที่บางสำนักเชื่อว่าจะไม่เติบโต
ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงเหลือ 33.32 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี ส่งผลดีต่อผู้ส่งออกไทย แม้จะยังเป็นอัตราที่แข็งค่าอยู่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่ก็ทำให้ผู้ส่งออกหายใจหายคอคล่องขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับคู่แข่งขันเพิ่มมากขึ้น ผู้ส่งออกคงต้องทำงานหนักในการหาตลาดใหม่ มุ่งขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้ธุรกิจในระยะยาว
ในความเป็นจริง เรายังนึกภาพการส่งออกส่วนใหญ่ ยังคงเป็นสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรเป็นหลัก แต่ไทยมีศักยภาพมาก โดยเฉพาะในด้านธุรกิจบริการและด้วยภูมิศาสตร์ ที่เป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน ธุรกิจบริการหลายประเภทมีโอกาสส่งออกได้ โดยเฉพาะเพื่อนบ้าน เช่น ธุรกิจบริการด้านโลจิสติกส์ การรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น ขณะนี้บริษัทข้ามชาติหลายรายได้เข้ามาตั้งสำนักงาน หรือศูนย์บริการที่ประเทศไทยแล้ว
รวมไปถึงธุรกิจการค้าแบบใหม่อย่างอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทย ที่มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ กลุ่มสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นจากการอาศัยเทคโนโลยีเป็นช่องทางในการดำเนินธุรกิจจำนวนมาก และมีหลายรายที่ประสบความสำเร็จ
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต้องเปลี่ยนมุมมองแนวคิดในการสนับสนุนผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้ ให้ถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ทำรายได้เข้าประเทศเช่นเดียวกัน แม้จะยังไม่มากแต่มีอนาคตและเติบโตสูง เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยผู้ประกอบการหน้าใหม่ และล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากมาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยทั้งในแง่กฎหมายกฎระเบียบต่างๆ ยังคงปรับไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจสมัยใหม่ ดังนั้น ควรหันมาให้ความสำคัญกับการออกกฎ ระเบียบต่างๆ ที่ทันสมัย สำคัญกว่า คือ ต้องเกื้อหนุนธุรกิจของผู้ประกอบการ







