
รื้อใหญ่ภาคท่องเที่ยว ดันไทยขึ้นผู้นำอาเซียน
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
“องค์การการท่องเที่ยวโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ได้จัดอันดับให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระบบจัดการด้านการท่องเที่ยวดีเป็นอันดับ 10 ของโลก ตามมาด้วยประเทศมาเลเซียอันดับ 34 และประเทศไทยในอันดับ 43 ทั้งๆ ที่ไทยถูกจับตามองเป็นดาวเด่นด้านการท่องเที่ยวในชาติอาเซียน สะท้อนภาพได้ว่าไทยต้องเร่งปรับกระบวนการคิดเรื่องระบบจัดการครั้งใหญ่ เพื่อเสริมจุดแข็งให้ตัวเองก้าวสู่ความเป็นผู้นำในอาเซียนอย่างแท้จริง เพราะขณะนี้เพื่อนบ้านรอบทิศต่างไล่บี้ไทยอย่างหนัก”
นี่คือมุมมองของ สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ที่ปรึกษาโครงการแนวทางในการปฏิรูปการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้ร่วมเดินทางเก็บข้อมูลพร้อมประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการท่องเที่ยวประกอบการทำแผนปฏิรูปการท่องเที่ยวปี 2559-2563 ภายใต้แนวคิดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
สุรพิชย์ เล่าว่า การเดินหน้าปฏิรูปการท่องเที่ยวครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะชี้วัดว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปลายปีนี้ จะส่งผลดีหรือผลเสียต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย หากไม่เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากจุดที่จะเป็นโอกาสจะเกิดความเสียเปรียบในทันที โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว จะเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเป็นอันดับต้นๆ ในช่วง 3-5 ปี หลังการเปิดอาเซียน เพราะเกิดการเคลื่อนย้ายภาคแรงงาน การเดินทางท่องเที่ยวของชาติอาเซียน เชื่อว่าทุกตำแหน่งอาชีพที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จะได้รับผลกระทบด้านต่างๆ ตามมาจากการหลอมรวมกันในครั้งนี้
ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องเร่งปรับโครงสร้างการทำงานภายในองค์กรให้สอดรับกับภารกิจหน้าที่ ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.กฎหมายการกำกับดูแลแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น อุทยานในแต่ละพื้นมีข้อจำกัดจำนวนมากควรพิจารณาปรับปรุง เพื่อสร้างคุณภาพและมาตรฐานให้กับการท่องเที่ยวของประเทศ
2.การให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณด้านสารสนเทศเพิ่มขึ้น เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทุกด้านที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวให้เป็นข้อมูลที่สามารถทำมาวางแผนการทำงานด้านการตลาดได้ในอนาคต โดยมองว่าภาคการท่องเที่ยวขาดการเชื่อมโยงที่เป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้ภาครัฐและเอกชนต่างคนต่างทำงาน
“รัฐบาลควรมีเกณฑ์ตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวว่างบประมาณที่อัดฉีดลงไปสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหมุนเวียนกลับคืนให้กับอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด เพื่อให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขายแพ็กเก็จทัวร์ได้” สุรพิชย์ กล่าว
3.ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีศักยภาพที่ดี มีความเข้าใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานการบริการและคุณภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ดีขึ้น เพื่อสร้างให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ด้านการท่องเที่ยวไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นจากปัจจุบัน เฉลี่ย 14-16% ของจีดีพีประเทศ
นอกจากนี้ แนวทางการทำตลาดด้านการท่องเที่ยวให้ทรงประสิทธิภาพ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะดูแลด้านการตลาด ต้องร่วมมือกับภาคเอกชนวางแผนร่วมกันในการสร้างแบรนด์สินค้าทางการท่องเที่ยวของประเทศให้รับกับสินค้าทางการท่องเที่ยวที่สามารถนำเสนอให้กับลูกค้าได้จริง
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ได้เปรียบชาติอาเซียนในเรื่องทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย เสน่ห์ความเป็นคนไทย การบริการแบบไทยๆ แต่มีจุดอ่อนเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการที่ดี
ในขณะที่มีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยมาเลเซียมียุทธศาสตร์การเรียนรู้แบบน้ำไม่เต็มแก้ว และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งที่ดีจากประเทศไทย นำไปประยุกต์ใช้กับการท่องเที่ยวของตัวเอง ถือเป็นจุดแข็งที่น่ากลัวของมาเลเซียในขณะนี้
ด้านการปรับตัวของผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แนวทางการทำตลาดนับจากนี้ ต้องนำโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับลูกค้า พร้อมสร้างฐานลูกค้าให้ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าทางการท่องเที่ยวของตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย ในลักษณะปากต่อปาก ซึ่งการทำตลาดวิธีแบบบอกต่อ ถือเป็นการจูงใจที่ทรงอิทธิพลสูงสุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำการตลาดในอนาคต
การเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่อาเซียนในครั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเครื่องอย่างหนัก เพราะขณะนี้ทุกประเทศใกล้เคียงต่างให้ความสำคัญ พร้อมทุ่มเทการทำตลาดด้านการท่องเที่ยวอย่างหนัก หากการปฏิรูปด้านการท่องเที่ยวไทยครั้งนี้เป็นเพียงการขายฝัน เชื่อว่าในอนาคตภาคการท่องเที่ยวไทยถูกสิงคโปร์ มาเลเซีย และพม่า แซงหน้าอย่างแน่นอน







