
จับตาสงครามค่าเงินเล่นไม่แรง แต่ไปเรื่อยๆ
ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี แตะระดับ 33.32 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นับเป็นการอ่อนค่าที่สวนทางอย่างชัดเจนกับภูมิภาค ซึ่งต่างปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มผันผวน ไม่แข็งแกร่งมากพออย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันเอาไว้
ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี แตะระดับ 33.32 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นับเป็นการอ่อนค่าที่สวนทางอย่างชัดเจนกับภูมิภาค ซึ่งต่างปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มผันผวน ไม่แข็งแกร่งมากพออย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันเอาไว้
อย่างไรก็ตาม เงินบาทไทยอาจจะไม่ใช่สกุลเงินเดียวในภูมิภาคที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ หากประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ที่ตกอยู่ในภาวะย่ำแย่เช่นเดียวกัน เริ่มดำเนินมาตรการทางการเงินที่คล้ายคลึงกัน
ล่าสุด ธนาคารกลางเวียดนามได้ประกาศลดค่าเงินอีกเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ โดยลงมา 1% อยู่ที่ 21,673 ด่อง/เหรียญสหรัฐ หากนับจากต้นปี 2557 ที่ผ่านมา จะถือได้ว่าเวียดนามลดค่าเงินรวมไปแล้วถึง 3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาลงจากภาคการส่งออก
และหากมอนิเตอร์เพื่อนบ้านรายอื่นในภูมิภาคจะพบว่า บางรายก็กำลังคิดจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน หลังจากที่รองประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ส่งสัญญาณกดดันธนาคารกลางว่า อินโดนีเซียควรจะทยอยลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในบ้าน
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันนั้นอาจกล่าวได้ว่า สงครามค่าเงินยังไม่รุนแรงมากนัก และค่าเงินที่ปรับตัวลดลง ก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักในการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา
ศูนย์วิจัยฯ ระบุว่า ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินเยนและเงินยูโร คือ ความได้เปรียบทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกที่เพิ่มขึ้นในญี่ปุ่นและยุโรป จากราคาสินค้าส่งออกที่ถูกลงในเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้ส่งออกจากประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งทางการค้าและคู่ค้าที่สำคัญของทั้งญี่ปุ่นและยุโรปไปพร้อมๆ กัน
ภาวะดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเริ่มมองถึงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ “สงครามค่าเงิน” ได้ หากประเทศต่างๆ ที่เสียประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินเยนและเงินยูโร เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินให้สกุลเงินของตนเองอ่อนค่าลงบ้าง
สงครามค่าเงิน (Currency War) นั้น คือสภาวะทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศพยายามให้สกุลเงินของตัวเองอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น มักเกิดจากการที่มีประเทศหนึ่งใช้นโยบายทางการเงินที่ส่งผลให้สกุลเงินของตัวเองนั้นอ่อนค่าลง ซึ่งในระยะสั้นจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่สินค้าส่งออก เพราะจะทำให้สินค้าส่งออกมีราคาต่ำลงในสายตาประเทศอื่น
แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ประเทศที่เป็นคู่แข่งขันทางการค้าส่งออกได้ลดลง และตอบโต้ด้วยการลดค่าเงินของตนลงบ้าง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้คงเดิมหรือมากกว่าเดิม สงครามค่าเงินจึงเปรียบเสมือนสงครามการตัดราคาสินค้าระหว่างประเทศ
ที่ผ่านมาเคยมีหลายสถานการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่ามีสงครามค่าเงินเกิดขึ้น เช่น ในช่วงทศวรรษที่ 1930 หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลก (Great Depression) ที่ประเทศส่วนใหญ่ต่างแข่งขันกันลดค่าเงินของตัวเองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จนทำให้เงินในแทบทุกสกุลอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดสภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงในตลาดการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วงหลังจากที่ธนาคารกลางของสหรัฐประกาศใช้มาตรการคิวอี ก็มีความกังวลว่าจะเกิดสงครามค่าเงินขึ้นระหว่างสหรัฐ ที่ค่าเงินอ่อนลงตามปริมาณเงินในเศรษฐกิจที่มากขึ้น กับประเทศจีนที่ถูกมองว่าเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนจนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง รวมถึงเงินเยนและเงินยูโรที่อ่อนค่าลงจากมาตรการคิวอีของธนาคารกลางญี่ปุ่น และมาตรการคิวอีของธนาคารกลางยูโรโซน อาจกลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามค่าเงินครั้งใหม่ได้
นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจึงเริ่มมีความกังวลถึงความพยายามลดค่าเงินของตนเองในประเทศต่างๆ หลังธนาคารกลางในหลายประเทศได้ทยอยประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เช่น เดนมาร์ก เกาหลีใต้ และรวมไปถึงไทย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศที่ปรับลดดอกเบี้ยลงนั้นอ่อนค่าลงตามเงินเยนและเงินยูโร
อย่างไรก็ดี การปรับตัวของธนาคารกลางดังที่กล่าวมานั้น ยังยากที่จะระบุว่าธนาคารกลางมีจุดประสงค์เพื่อการรักษาความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่งออกของตนเองหรือไม่ เนื่องจากประเทศที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่นั้นกำลังเผชิญกับความเสี่ยงต่อสภาวะเงินฝืดจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ลดลง พร้อมๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงต่ำกว่าในอดีต ธนาคารกลางส่วนใหญ่จึงให้เหตุผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยว่าทำเพื่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ
อีไอซี ประเมินว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามค่าเงินที่ไม่รุนแรง เนื่องจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ ยังมองว่าค่าเงินที่อ่อนตัวลงตามการลดดอกเบี้ยนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ที่ช่วยไม่ให้สกุลเงินของตนเองแข็งค่ามากเกินไป เมื่อเทียบกับเงินเยนและเงินยูโร จนเกิดความเสียเปรียบในการแข่งขันด้านการส่งออก มิใช่วัตถุประสงค์หลักของการปรับลดดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี สงครามค่าเงินอาจเพิ่มความรุนแรงขึ้นได้ในบางประเทศที่มีความเสี่ยงสูง จากการที่เงินเยนและเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างมากจนอาจส่งผลร้ายต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญ และมีตลาดส่งออกคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่นและยุโรป ทิศทางการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2014 เรื่อยมาของธนาคารกลางเกาหลีใต้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าธนาคารเกาหลีใต้อาจกำลังทำสงครามค่าเงินอย่างเงียบๆ







