
ดันฮับอินโดจีน ลุยแหลมฉบัง3
“ประจิน” สั่งการท่าเรือฯ เร่งโครงการขยายแหลมฉบัง เฟส 3 มูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท
“ประจิน” สั่งการท่าเรือฯ เร่งโครงการขยายแหลมฉบัง เฟส 3 มูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ว่าในช่วง 9-10 ปีนับจากนี้ไป การท่าเรือฯ จะต้องรับผิดชอบในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกทางเรือในภูมิภาคอินโดจีน จากปัจจุบันที่ปริมาณสินค้าเข้าออกท่าเรือกรุงเทพ (ท่าเรือคลองเตย) และท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
พล.อ.อ.ประจิน ระบุว่า ได้สั่งการให้การท่าเรือฯ เร่งโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3.5 หมื่นล้านบาท และให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนการบริการจัดการท่าเรือ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตามแผนกำหนดให้ก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2568 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังรองรับตู้สินค้าได้เพิ่ม 8-10 ล้านตู้ จากเดิมที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 1 และ 2 รองรับตู้สินค้าได้ 11 ล้านตู้
“จะเสนอบอร์ด กทท.พิจารณาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2558 จากนั้นจะเสนอกลับมายังกระทรวงคมนาคม และเสนอคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ต่อไป” พล.อ.อ.ประจิน ระบุ
นอกจากนั้น การท่าเรือฯ มีแผนจะเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือ โดยจะเร่งสร้างศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสทางด้านทิศเหนือท่าเรือกรุงเทพ พื้นที่ 11 ไร่ โดยผลการศึกษาจะศึกษาแล้วเสร็จในปี 2559-2560 หากสำเร็จโครงการนี้จะช่วยร่นระยะเวลาการใช้บริการนำเข้าและส่งออกตู้สินค้าจากเดิมต้องใช้เวลา 1 วัน เหลือ 3 ชั่วโมง
ร.ท.ทรงธรรม จันทประสิทธิ์ รักษาการผู้อำนวยการการท่าเรือฯ กล่าวว่า ปริมาณขนส่งสินค้าท่าเรือในความรับผิดชอบของการท่าเรือฯ เติบโตต่อเนื่อง ยกเว้นท่าเรือเชียงที่ปริมาณขนส่งสินค้าไม่มากนัก การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงและถนน R3A ไม่เชื่อมถึงท่าเรือ และปริมาณน้ำในแม่น้ำไม่เพียงพอในบางช่วง เพราะขึ้นอยู่กับการปล่อยน้ำจากเขื่อนของจีน จึงจะปรับบทบาทเป็นท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยว







