
เงินเฟ้อ, การบริโภค และความเชื่อมั่น
ทันทีที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. ออกมาที่ -1.04% ซึ่งเป็นตัวเลขติดลบเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และติดลบมากขึ้นกว่าเดือนก่อนก็ทำให้หลายคนเริ่มหันกลับมากังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะดังที่ทราบทั่วไปปัจจัยที่กระทบต่อเงินเฟ้อนั้นมาได้จากทั้ง Demand และ Supply และที่ผ่านมาเราเข้าใจกันว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับลดลงนั้นเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นประเด็นทางด้าน Supply อันจะทำให้ไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อที่ติดลบนี้
ทันทีที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. ออกมาที่ -1.04% ซึ่งเป็นตัวเลขติดลบเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และติดลบมากขึ้นกว่าเดือนก่อนก็ทำให้หลายคนเริ่มหันกลับมากังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะดังที่ทราบทั่วไปปัจจัยที่กระทบต่อเงินเฟ้อนั้นมาได้จากทั้ง Demand และ Supply และที่ผ่านมาเราเข้าใจกันว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับลดลงนั้นเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นประเด็นทางด้าน Supply อันจะทำให้ไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อที่ติดลบนี้
แต่คำถามที่สำคัญคือเงินเฟ้อที่ติดลบในปัจจุบัน (ผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “เงินฝืด” อย่างชัดเจน) เป็นผลจากฝั่ง Demand ด้วยหรือไม่? ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดมากขึ้น ซึ่งจะให้การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจมีความยุ่งยากมากขึ้นทีเดียว
แต่หากพิจารณาในรายละเอียดของดัชนีราคาผู้บริโภคจะเห็นว่าหมวดของดัชนีที่ปรับตัวลดลงไปมาก ได้แก่ หมวดยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง (-11.5%) ซึ่งสัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ราคาสินค้าหลายประเภทลดลงตามไปด้วย เช่น ราคา LPG ซึ่งเป็นต้นทุนการปรุงแต่งอาหาร ทำให้เราเห็นการอ่อนตัวของราคาอาหารสำเร็จรูปทั้งที่ปรุงแต่งในบ้านและนอกบ้านในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นผลของ Supply เป็นหลัก
ขณะที่ราคาสินค้าในหมวดเคหสถานและหมวดเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับ Demand มากกว่าราคาน้ำมัน ยังคงขยายตัวในระดับกลางๆ ใกล้เคียงค่ากับเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมาและแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2551 ที่เห็นเงินเฟ้อในหมวดเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ จึงยังพอเชื่อได้ว่าฝั่ง Demand นั้นยังอาจจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่มากเท่าใดนัก
จริงๆ แล้วสภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยต่ำและระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปถูกลงนั้น น่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้นได้ แต่แล้วเหตุใดเหตุการณ์เช่นนั้นยังไม่เกิดขึ้นเสียที? ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าเป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ส่งผลให้ผู้บริโภคที่เป็นเกษตรกรเผชิญกับความยากลำบาก อีกส่วนเป็นผลของหนี้ภาคครัวเรือนที่สูง รายได้ที่ได้มาส่วนหนึ่งก็ต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนหนี้ ทำให้มีรายได้เหลือที่จะไปจับจ่ายใช้จ่ายน้อยลง อย่างไรก็ตาม เรามองว่าประเด็นหนี้ครัวเรือนนี้อาจทำให้การบริโภคเติบโตในระดับต่ำ แต่ยังไม่ถึงกับทำให้การบริโภคหดตัวลงไปและก่อให้เกิดปัญหาเงินฝืดขึ้น
เรามองว่าการขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจเป็นอีกประเด็นสำคัญที่เข้ามากระทบการบริโภค ก็จะให้ผู้บริโภคเชื่อใจต่อเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างไรเมื่อยังไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏให้เห็น การส่งออกยังคงหดตัว การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้า การประมูลโครงการต่างๆ ยังไม่เกิดขึ้น และการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ถึง 2 ครั้งติดต่อกันอาจเข้ามาช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้บ้าง รวมถึงการอ่อนตัวลงของค่าเงินบาทก็อาจช่วยภาคการส่งออกได้บ้าง แต่เราเชื่อว่าความชัดเจนของโครงการลงทุนภาครัฐน่าจะจุดประกายความเชื่อมั่นได้ดีกว่า ซึ่งหวังว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงจากนี้ไปครับ







