
จับตาแผนก๊าซฯ กดดันสัมปทาน
ตั้งเรื่อง แผนก๊าซธรรมชาติเสนอกระทรวงพลังงาน ย้ำหลักการต้องเปิดสัมปทานรอบใหม่รับการเติบโต
ตั้งเรื่อง แผนก๊าซธรรมชาติเสนอกระทรวงพลังงาน ย้ำหลักการต้องเปิดสัมปทานรอบใหม่รับการเติบโต
นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างการจัดทำแผนก๊าซธรรมชาติของประเทศเพื่อนำเสนอต่อ รมว.พลังงาน ตามแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติในระยะ 20 ปี (2558-2579) โดยจะมีการคาดการณ์ความต้องการใช้ก๊าซ และแผนการจัดหาก๊าซมารองรับให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ
นางพวงทิพย์ ชี้แจงว่า ในประเด็นการจัดหาปริมาณก๊าซจะยึด 2 แนวทาง คือ การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ และการบริหารจัดการแหล่งก๊าซที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 เนื่องจากคาดการณ์ตัวเลขความต้องการใช้ก๊าซของประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 1% โดยในช่วงท้ายของแผน หรืออีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีการใช้ก๊าซเฉลี่ย 5,600-5,700 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ต่อวัน จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้ 5,000 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ซึ่งตัวเลขการใช้ก๊าซที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อการใช้ก๊าซเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2015) ฉบับใหม่ด้วย
“การจัดทำแผนก๊าซมีเป้าหมายเพื่อให้เห็นภาพรวมของการใช้ก๊าซในประเทศในระยะยาวให้สอดคล้องกับแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงจะมีการกำหนดแหล่งที่มาของก๊าซ ว่าจะมาจากส่วนใดบ้าง และจะต้องมีการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ อย่างไร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาไทยมีการใช้ปริมาณก๊าซทั้งภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคขนส่งในอัตราสูงขึ้นทุกปี จึงต้องมีการจัดหาแหล่งสำรองปิโตรเลียมไว้รองรับในอนาคตด้วย” นางพวงทิพย์ กล่าว
สำหรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าแยกตามประเภทเชื้อเพลิงที่กำหนดไว้ว่า ในปี 2579 สัดส่วนการใช้ก๊าซจะอยู่ที่ 37% จากปัจุบัน 64% ซึ่งส่วนใหญ่ปริมาณก๊าซจะมาจากในประเทศบริเวณอ่าวไทย 3,000 ล้าน ลบ.ฟุต และแหล่งพม่า 1,100 ล้าน ลบ.ฟุต ส่วนที่เหลือจะมาจากแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศ
พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน กล่าวว่า ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ใน พ.ร.บ. ปิโตรเลียม มีระบบสัมปทานเพียงระบบเดียว จึงได้มีการศึกษาระบบอื่น ได้แก่ ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ซึ่งรัฐสามารถควบคุมการดําเนินการได้ระดับหนึ่ง และมีส่วนร่วมในการควบคุมปิโตรเลียมที่ผลิตขึ้นมาได้ตามสัดส่วนที่เป็นเจ้าของ แต่จะต้องตั้งองค์กรมหาชนหรือที่เรียกว่า “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” เพื่อกำกับดูแล เช่นเดียวกับมาเลเซียที่มีบริษัท ปิโตรนาส ส่วนระบบจ้างผลิต จะจ้างให้เอกชนผลิตแล้วจ่ายเป็นค่าจ้างให้บริษัทนั้นๆ โดยรัฐจะได้ผลประโยชน์เต็มที่
นอกจากนี้ ยังศึกษาถึงระบบร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อร่วมมือกันดำเนินงานด้านปิโตรเลียม ขณะที่เรื่อง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น เห็นว่ายังมีช่องโหว่หลายประการที่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน เช่น การเก็บภาษีภาคหลวง ควรให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงเป็นผู้จัดเก็บ
ทั้งนี้ วันที่ 7 พ.ค.นี้ กมธ.พลังงานจะจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายทั้งสองฉบับ ที่สโมสรนายทหารอากาศ บางซื่อ จากนั้นจะนำเสนอให้ที่ประชุม สนช. ในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ก่อนส่งให้รัฐบาลไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและใช้เป็นข้อมูลในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21
ด้าน พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ สนช. และที่ปรึกษา กมธ.พลังงาน กล่าวว่า จนถึงวันนี้รัฐบาลสามารถเปิดสัมปทานต่อเนื่องไปเลยก็ได้ หรือจะแบ่งสัดส่วนตามศักยภาพแต่ละแปลง ไม่ว่าจะใช้ระบบสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิต







