
แก้ปาล์มตกต่ำ ภาระหนักรัฐบาล
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
เสียงสะท้อนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่ตะโกนก้องออกมาว่า ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำลงมาเหลือ 3.50 บาท/กิโลกรัม เป็นเพราะเอกชนอ้างว่าสต๊อกล้นจากการนำเข้าน้ำมันปาล์มในต้นปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดีว่า นโยบายการดูแลสินค้าเกษตรหลักของประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
อย่าลืมว่า ก่อนที่กระทรวงพาณิชย์จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์มนั้น ผู้แทนเกษตรกรได้ออกมาทักท้วงกันอย่างหนักว่า จะกระทบต่อราคาปาล์มในประเทศที่กำลังจะออกมา
ตัวแทนเกษตรกรบางรายหาญกล้าขนาดท้าทายให้รัฐนำเอาตัวเลขสต๊อกออกมาชี้แจงว่า ทำไมจู่ๆ ในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน สต๊อกน้ำมันปาล์มจึงหายไปนับห้าหมื่นตัน
แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเดินหน้าอนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์ม โดยยืนยันว่า หากราคาต่ำกว่า 5 บาท จะหยุดการนำเข้าทันที วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก อย่าว่าแต่ 5 บาท/กิโลกรัม ที่เกษตรกรขายไม่ได้ แม้แต่ระดับราคา 3.50 บาท/กิโลกรัม ก็หาคนซื้อยาก
แหล่งข่าวในวงการปาล์มน้ำมัน ระบุว่า ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำขณะนี้ สาเหตุสำคัญมาจากการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยเฉพาะการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีมติอนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์ม 5 หมื่นตัน เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้นำเข้าให้เสร็จภายในวันที่ 15 ก.พ. 2558 ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านการตลาด ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ที่อ้างว่าสต๊อกความมั่นคงน้ำมันปาล์มของประเทศขณะนั้นเหลือประมาณ 1.1 แสนตัน จากสต๊อกความมั่นคงที่ปลอดภัยปกติ 1.5 แสนตัน
ข้อมูลหนึ่งที่หลุดออกในขณะนี้ คือ การประชุมครั้งนั้นกระทรวงพาณิชย์เสนอขอนำเข้า 5 หมื่นตัน ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ท้วงติงว่า ควรจะนำเข้าไม่เกิน 3 หมื่นตัน เพื่อรอผลผลิตรอบใหม่ออกมา และในที่ประชุม พล.อ.ประวิตร ได้เสนอว่า ควรนำเข้า 2.5 หมื่นตันก็พอ แต่ในที่สุดก็มีมติให้นำเข้า 5 หมื่นตัน และมีมติว่าหากผลผลิตปาล์มของเกษตรกรออกมามากให้ปรับการผลิต บี3.5 ไปเป็น บี7
แต่สุดท้ายก็มีข่าวออกมาถึงปัญหาที่ลากพามาถึงราคาในปัจจุบัน เพราะกระทรวงพาณิชย์เช็กสต๊อกผิด และมาขอแก้ว่า สต๊อกความมั่นคงที่แท้จริงอยู่ที่ 1.6 แสนตัน มิใช่เหลือแค่ 1.1 แสนตัน ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มที่มีอยู่ในมือโรงงานสกัดล้นทะลัก เพราะ “ติ๊กผิด” จากความจริง
“เรื่องนี้วงในลือกันว่า หลังการนำเข้าครั้งนั้นมีเงินตกไปในมือของบางคนเป็นร้อยล้านบาท จากผลประโยชน์ที่ภาคเอกชนได้รับกำไรจากส่วนต่างในการนำเข้ากิโลกรัมละ 12 บาท แทนที่จะซื้อจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 5 บาท โดยรอบนั้นมีกำไรกว่า 600 ล้านบาท ผลประโยชน์ที่ได้จากการนำเข้าครั้งนั้น ทำให้เริ่มติดใจคิด และเริ่มมีการคิดจะนำเข้าน้ำมันอีกรอบกลางเดือน มี.ค. แต่กระทรวงเกษตรฯ ไปตรวจสอบผลผลิตปาล์มที่กำลังจะออกมาในปลายเดือน เม.ย.เป็นต้นไปจำนวนมาก และในตอนนั้นเองที่มีเรือบรรทุกน้ำมันประเทศเพื่อนบ้านมาลอยลำที่ชายแดน เมื่อเรื่องนี้ยุติไป ก็เริ่มมีการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มเข้ามาเกือบทั้งหมด”
แหล่งข่าวจาก กนป.ยังชี้ปมถึงความผิดพลาดอีกว่า ขณะที่มติให้ปรับ บี3.5 เป็น บี7 เพื่อลดปริมาณผลผลิตที่ออกมานั้น ความจริงควรจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2558 แต่ก็พบว่าเพิ่งจะมาทำเมื่อสิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ไม่ทันกับผลผลิตที่ทะลัก จึงทำให้ราคาร่วงลงทุกวัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทั้งหมดเป็นปัญหาการบริหารของภาครัฐ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คิดว่าสังคมวิเคาระห์ได้
ข้อมูลดังกล่าวสอดรับกับ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ระบุว่า ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำมาตลอดโดยรับซื้อกันที่กิโลกรัม 2.80 บาท ขณะที่ราคาเหมาะสมอยู่ที่กิโลกรัม 4.47 บาท เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดในการเปิดให้มีการนำเข้าจากต่างประเทศกว่า 5 หมื่นตัน และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปาล์มในประเทศและทำให้เกิดปัญหาบานปลายในปัจจุบัน
“ผมได้หารือกับ พล.อ.ฉัตรชัย แล้ว เพื่อให้แก้ปัญหาและบรรเทาปัญหาระยะสั้นให้เกษตรกร โดยการซื้อปาล์มในราคาที่สูงกว่าต้นทุนการผลิต ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว สภาเกษตรกรฯ ได้ศึกษาไว้แล้วจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป รมว.พาณิชย์ ก็ตอบสนองในทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยหากจะให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้รับซื้อและบริหารโครงการ เพราะมีผลงานจากโครงการข้าวและ
มันสำปะหลัง หอมแดง ให้เป็นที่ประจักษ์กับสังคม” ประพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ สภาเกษตรฯ เสนอให้รัฐบาลเร่งหามาตรการให้โรงงานรับซื้อปาล์มในราคาที่เหมาะสม โดยให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรตามเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบไม่ต่ำกว่า 18% จากที่รัฐเสนอมาแค่ 17% เพื่อให้นำมาคำนวณป็นฐานราคาที่รับซื้อ
ในขณะที่รัฐบาลกำลังดิ้นอย่างหนักเพื่อแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันตกต่ำขนาดที่ อคส.เสนอของบมา 3,000 ล้านบาท เพื่อดูดสต๊อกและพยุงราคา แต่ดูเหมือนว่าเกษตรกรเริ่มหมดความอดทน
ลือชา อุ่นยวง นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะอุปนายกสมาคมชาวสวนปาล์มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมจะยังไม่มีการเคลื่อนไหวกดดันรัฐในขณะนี้แต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลได้รับปากแล้วว่าจะช่วยซื้อผลปาล์มดิบในราคา 4 บาท/กิโลกรัม แต่เมื่อถึงวันราชการเปิดทำการแล้ว ราคารับซื้อยังไม่เป็นไปตามที่กระทรวงพาณิชย์ระบุ ก็จะมีการทบทวนแนวทางการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
เพราะถึงขณะนี้โรงงานปาล์มน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีอยู่ทั้งหมด 17 แห่ง เปิดรับซื้อปาล์มในราคา 4 บาท เพียง 2 แห่งเท่านั้น และเป็นของกรรมการในสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันฯ
ขณะที่หลายพื้นที่กลับกดราคารับซื้อจากเกษตรกรเหลือเพียงกิโลกรัมละ 3-3.50 บาทเท่านั้น ขณะที่ในแต่ละเดือนจะมีปาล์มทะลักออกมาเข้าสู่โรงสกัดร่วม 1 ล้านตัน
และเริ่มมีการคาดการณ์กันว่า เมื่อใดที่รัฐค้ำประกันราคาที่ 4 บาท จะมีการนำสต๊อกที่รัฐซื้อ 3-3.50 บาท ไปเข้าโครงการดังกล่าว
ดังนั้น รัฐบาลต้องจริงจังในการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน มิใช่แก้ที่ปลายเหตุและหางบมารับซื้อโดยมีผลประโยชน์ตกหล่นรายทาง แต่ความเสียหายตกอยู่กับเกษตรกรหลายแสนครัวเรือนเช่นปัจจุบัน







